หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ >ขยายใจให้ใหญ่ขึ้น
กลับหน้าแรก

ขยายใจให้ใหญ่ขึ้น
พระไพศาล วิสาโล

นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ
ฉบับที่ ๒๐ กรกฏาคม - สิงหาคม ๒๕๖๐

มีพระหนุ่มรูปหนึ่ง อารมณ์ไม่ค่อยเบิกบานสักเท่าไร แต่ละวันมีเรื่องขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจอยู่เสมอ เวลานั่งสมาธิ ถ้ายินเสียงคนพูดคุยกันก็ไม่พอใจ บางครั้งตบะแตกก็ไปต่อว่าคนที่พูดคุยกัน เวลากวาดใบไม้ก็บ่นว่าใบไม้ร่วงเยอะ กวาดไปก็หงุดหงิดไป เวลาทำงานก็มักรู้สึกว่าถูกเพื่อนกินแรงอยู่เสมอ บางทีเขียนหนังสือแล้วปากกาฝืด ก็โมโหขว้างปากกาทิ้ง ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของหลวงพ่อมาตลอด

วันหนึ่งหลวงพ่อบอกให้พระหนุ่มไปเอาเกลือจากในครัวมาหนึ่งห่อ เอาน้ำมาหนึ่งแก้ว แล้วก็ให้เทเกลือครึ่งหนึ่งลงไปในแก้ว จากนั้นก็ให้พระหนุ่มชิมน้ำนั้นดู แล้วถามว่าเป็นอย่างไร พระหนุ่มก็ตอบว่า เค็มมากครับหลวงพ่อ  ทีนี้หลวงพ่อก็พาไปที่ลำธาร เอาเกลือที่เหลือโรยลงไปในลำธาร แล้วให้พระหนุ่มชิมน้ำในลำธาร 

หลวงพ่อถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง พระหนุ่มตอบว่าจืดครับหลวงพ่อ  ในใจก็สงสัยว่าหลวงพ่อตั้งใจจะสอนอะไรหรือ  หลวงพ่อให้พระหนุ่มคิดสักพัก พระหนุ่มก็คิดไม่ออก หลวงพ่อจึงบอกพระหนุ่มว่า ความทุกข์ก็เหมือนกับเกลือ มันจะเค็มหรือไม่ขึ้นอยู่กับใจเราว่าเป็นแค่น้ำแก้วหนึ่ง หรือเป็นลำธารหนึ่งสาย

ความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรามันเป็นอย่างนั้น มันจะหนักหรือเบา ก็ขึ้นอยู่กับใจของเรา ว่าใจเราเปรียบเหมือนกับน้ำแก้วเล็ก ๆ หรือลำน้ำอันกว้างใหญ่ เวลาเราเจออะไรที่ไม่พอใจ ถ้าหากว่าเรามีความขุ่นเคือง มีความทุกข์มาก แสดงว่าใจของเรานั้นเล็กและแคบเหมือนกับแก้วน้ำ สิ่งที่มากระทบเรา สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา จะทำให้เราเจ็บปวดหรือขุ่นเคืองหรือไม่ อยู่ที่ใจเรา

ถึงแม้ใบไม้จะเยอะ เพื่อนร่วมงานจะไม่น่ารัก ดินฟ้าอากาศจะไม่เป็นใจ แต่มันทำให้เราทุกข์ไม่ได้ ถ้าหากว่าใจเราใหญ่เหมือนแม่น้ำ จะสุขหรือทุกข์นั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพจิตของเรา คนที่ใจแคบ ใจเล็ก คิดถึงแต่ตัวเอง เจออะไรมากระทบก็ทุกข์ โกรธ ไม่พอใจไปหมด แต่คนที่ใจกว้างใหญ่ แม้จะมีเรื่องใหญ่ ๆ เกิดขึ้น เขาก็สามารถรักษาใจให้เป็นปกติได้

มีผู้หญิงคนหนึ่งบ้านอยู่ในซอยกลางกรุงเทพ ฯ เธอเล่าว่า บ่ายวันหนึ่งเห็นรถแท็กซี่มาจอดที่หน้าบ้าน เธอก็รู้สึกไม่พอใจทันที เพราะว่าจอดขวางแบบนี้ถ้ารถเข้ารถออกก็ลำบากแน่ แล้วนั่นก็เป็นต้นไม้ที่พ่อปลูกเพื่อให้ร่มเงาหน้าบ้าน ไม่ใช่ให้ใครมาจอดรถซักหน่อย แต่สักพักเธอได้สติ มองอีกมุมว่าที่เขาจอดตรงนี้เพราะมันร่มรื่น น่าพักผ่อน ตอนนี้อากาศร้อนอบอ้าว เขาได้มาอาศัยร่มเงาหน้าบ้านเป็นที่ดับร้อน  อีกอย่างนี่ก็เป็นถนนสาธารณะ  และกว้างพอที่เราจะถอยรถออกมาได้ ตอนนี้เรายังไม่มีธุระออกจากบ้านเลยนี่นา  พอคิดได้เช่นนี้ก็หายขุ่นเคือง สักพักเธอเห็นคนขับเอาข้าวมากิน ก็รู้สึกดีขึ้น ดีใจที่ต้นไม้ที่พ่อปลูกให้ร่มเงาเป็นประโยชน์แก่ผู้คน ให้คนได้พักผ่อน คนขับแท็กซี่คงจะเหนื่อย อาจจะไม่ได้กินข้าวมาตั้งแต่เช้า ได้มาอาศัยร่มเงาจากต้นไม้ที่พ่อปลูก เธอก็ดีใจ

ความรู้สึกของเธอเปลี่ยนไปเพียงแค่เปลี่ยนมุมมอง ทีแรกเธอไม่พอใจเพราะมีความรู้สึกว่า บ้านของฉัน หน้าบ้านของฉัน ทั้งที่จริงแล้วถนนหน้าบ้านไม่ใช่ของเธอด้วยซ้ำ เป็นของสาธารณะ แต่พอไปนึกว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นของฉัน เป็นถนนหน้าบ้านของฉัน ก็ไม่พอใจทันทีที่คนขับแท็กซี่มาจอดรถ แล้วก็ยิ่งไม่พอใจเมื่อเห็นเขามาอาศัยร่มเงาของต้นไม้ที่พ่อฉันปลูก แต่พอเธอคิดอีกมุมหนึ่ง มองถึงความรู้สึกของคนขับแท็กซี่ว่าเขาคงร้อน เหนื่อย ความรู้สึกโกรธก็เปลี่ยนไป มีความเห็นใจ มีความเมตตาเกิดขึ้น และสิ่งที่ตามมาก็คือ ความสุข ความดีใจที่เขาได้ดับทุกข์ โดยอาศัยร่มเงาที่หน้าบ้านของเธอ

คนบางคนเมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดความโมโห และไม่พอใจ แต่คนบางคนกลับรู้สึกดีใจ ที่แตกต่างกันอย่างนี้เป็นเพราะคุณภาพจิตหรือมุมมอง คนเราจะทุกข์หรือสุข ขึ้นอยู่กับมุมมองมากทีเดียว และมุมมองก็มีส่วนทำให้เราใจแคบ ใจเล็ก หรือว่าทำให้ใจกว้าง ใจใหญ่ ถ้าเราคิดถึงแต่ตัวเอง ใจเราก็คับแคบ คิดถึงแต่บ้านของฉัน ถนนของฉัน ต้นไม้ของพ่อฉัน แต่ถ้าคิดถึงคนอื่น ใจเราก็กว้างขึ้น ลองพิจารณาดูว่าเวลาทุกข์เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น  นั่นเป็นเพราะว่าเราคิดถึงแต่ตัวเอง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางหรือเปล่า

คนที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูมาก จะเป็นคนที่ทุกข์ง่าย หากว่าเรามีตัวกูของกูสูง หรือว่ามีอัตตาสูง  เวลาใครแนะนำอะไรเรา เราก็ไม่พอใจแล้ว  บ่นในใจทันทีว่า มาแนะนำฉันได้อย่างไร แล้วเธอล่ะ ทำดีแค่ไหน   เราทุกข์เมื่อได้ยินคำแนะนำของเพื่อนก็เพราะเราปล่อยให้มันมากระทบกระแทกอัตตา จึงรู้สึกเสียหน้า หรือรู้สึกว่าฉันยังดีไม่พอ ยังมีข้อบกพร่อง ตัวอัตตามันจะไม่ชอบเลย ถ้าหากว่ามีคนมาเตือน มาบอกว่าฉันยังมีข้อบกพร่อง ฉันยังไม่ดีพอ

แต่สำหรับคนที่รู้ทันอัตตา หรือคนที่มีอัตตาน้อย เขาจะขอบคุณคนที่มาทักท้วงหรือแนะนำ เพราะชี้ช่องทางให้เขาปรับปรุงงานหรือปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น  เขาจะไม่คิดว่าเขาว่ากู ทำให้กูเสียหน้า แต่จะมองว่าที่เขาพูดมามันถูกไหม จริงไหม มันมีประโยชน์หรือเปล่า การมองแบบนี้ทำให้ใจไม่ทุกข์ และได้ประโยชน์ด้วย การมองแบบนี้พุทธศาสนาเรียกว่า ธรรมาธิปไตย คือการเอาธรรมะหรือความถูกต้องเป็นใหญ่

อธิปไตยแปลว่าความเป็นใหญ่  ในกรณีนี้หมายความว่า เราเอาอะไรเป็นใหญ่  เอาอะไรเป็นหลักในการตัดสินใจ ธรรมาธิปไตย หมายถึงการตัดสินหรือคิดโดยเอาธรรมะเป็นใหญ่ ธรรมะในที่นี้หมายถึงความจริง ความถูกต้อง ความดี เช่น เวลามีคนมาวิพากษ์วิจารณ์ เขาก็จะดูว่าที่พูดมานั้นจริงไหม ถูกไหม มีประโยชน์ไหม เรียกว่าเอาธรรมะเป็นใหญ่ แต่คนที่เมื่อถูกแนะนำหรือต่อว่า เอาแต่คิดว่าเขาว่ากู เขาหักหน้ากู อย่างนี้เรียกว่าเอาตัวตนเป็นใหญ่  คือ อัตตาธิปไตย อัตตาเป็นเหมือนกรงที่ขังจิตเอาไว้ ทำให้ใจคับแคบ ไม่สามารถมองอะไรให้พ้นจมูกของตัวเองได้ แต่ถ้าหากว่ามีธรรมาธิปไตย หรือเอาธรรมะเป็นใหญ่ ใจก็จะแผ่กว้าง จะมีมุมมองที่กว้างขึ้น มีใจนึกถึงคนอื่น และสามารถมองจากมุมของคนอื่นได้

เมื่อเรามองจากมุมของคนอื่น หรือนึกถึงคนอื่น เราจะมีความสุขได้ง่าย และยิ่งมองแบบนี้บ่อย ๆ ก็ยิ่งช่วยทำให้อัตตาตัวตนเล็กลง นอกจากนี้ยังสามารถฝึกฝนได้ด้วยการให้ เช่น การให้ทาน ทำให้เห็นแก่ตัวน้อยลง ทำให้นึกถึงผู้อื่นมากขึ้น เพราะว่าเวลาให้ทาน ถ้าเราน้อมใจนึกถึงประโยชน์ของผู้อื่น เช่น ให้เพราะอยากให้เขามีความสุข  คลายจากความทุกข์ พอเราคิดแบบนี้บ่อย ๆ จิตใจเราก็จะมีเมตตากรุณามากขึ้น

ทานจึงเป็นเครื่องฝึกอย่างหนึ่ง ทำให้ความเห็นแก่ตัวน้อยลง ตรงนี้แหละที่เป็นบุญ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าถ้าให้ทานบ่อย ๆ จะได้บุญ ในความหมายที่ว่าจะได้โชคลาภ ความร่ำรวย อันนั้นไม่ใช่บุญที่สำคัญในพุทธศาสนา ถ้าให้ทานแล้วสามารถลดอัตตาตัวตน ลดความเห็นแก่ตัว ลดความยึดมั่นถือมั่นลงได้นั้นถือว่าเป็นบุญที่ประเสริฐกว่า เพราะถ้ามีบุญแบบนี้ เวลามีอะไรมากระทบก็ไม่โกรธง่าย ไม่ขัดเคืองง่าย

หลายคนเมื่อได้โชคลาภแล้ว  กลับมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น มีความยึดติดถือมั่นมากขึ้น มีความทุกข์ง่ายขึ้น เพราะได้ลาภแล้วก็อยากได้อีก หรือเมื่อได้น้อยกว่าคนอื่นก็เป็นทุกข์ ขัดเคืองใจ ตรงข้ามกับคนที่มีความยึดมั่นถือมั่นน้อย เขาจะพอใจในสิ่งที่เขาได้มา ไม่ว่าได้มากหรือน้อย ก็มีความสุข หรือถึงจะไม่ได้เลย ใจก็ไม่ทุกข์ 

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved