หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ >ความสงบพบได้ที่ใจเรา
กลับหน้าแรก

ความสงบพบได้ที่ใจเรา
พระไพศาล วิสาโล

นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ
ฉบับที่ ๑๙ พฤษภาคม - มิถุนายน ๒๕๖๐

ทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยพบว่าแม้ได้รับความสุขทางกายเต็มที่แล้ว แต่รู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่าง ยังรู้สึกพร่องอยู่ เขาเริ่มตระหนักว่า เป็นเพราะขาดความสงบ หลายคนจึงพยายามแสวงหาความสงบ แทนที่จะไปเที่ยวแสวงหาความบันเทิงเริงรมย์ ความสนุกสนาน หรือไปช็อปปิ้ง ก็ไปเข้า   คอร์สปฏิบัติธรรม  นี้เป็นแนวโน้มที่เห็นชัดทั้งเมืองไทยและเมืองนอก ที่เมืองนอกสถานที่สงบสำหรับปฏิบัติธรรมแพงมาก คอร์สหนึ่งราคาเป็นหมื่นเป็นแสนก็ยอม นี้เป็นเพราะผู้คนทุกข์มากจึงยอมเสียเงิน หลายคนปฏิบัติธรรมแล้วก็พบความสงบอย่างที่ต้องการ แต่พอออกมาอยู่โลกภายนอก เจอความวุ่นวายอีกก็กลับมาทุกข์เหมือนเดิม เพราะความสงบที่เขาพบ เป็นความสงบที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมบรรยากาศภายนอก ไม่ใช่ความสงบที่เกิดจากใจจริง ๆ

มีบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่งออกไปส่งจดหมาย วันนั้นแดดแรงมาก ตอนบ่ายอากาศร้อนอบอ้าว เหงื่อเต็มหลังแต่เขาก็ยังยิ้มได้ ขณะที่รอคนมาเปิดประตูรับจดหมาย เขาก็ร้องเพลงไปด้วย  ส่วนเจ้าของบ้าน อยู่ในห้องแอร์แต่ก็ยังรู้สึกร้อนอ้าว หงุดหงิดจนไม่อยากจะออกไปรับจดหมาย แต่เธอรู้ว่าถ้าไม่ออกไปรับจดหมาย บุรุษไปรษณีย์ก็จะต้องรอไปเรื่อย ๆ   พอเดินออกไปรับ เจออากาศร้อนข้างนอก ก็ไม่ค่อยพอใจ  ครั้นเห็นบุรุษไปรษณีย์ยืนร้องเพลงรออยู่ เธอจึงถามว่าอากาศร้อน ๆ อย่างนี้ ทำไมยังมีอารมณ์ร้องเพลง บุรุษไปรษณีย์ตอบว่า “โลกร้อน แต่ใจเราเย็น มันก็เย็นครับ ร้องเพลงเป็นความสุขของผมอย่างหนึ่ง ส่งไปร้องไป” ว่าแล้วเขาก็ไปทำงานต่อ

บุรุษไปรษณีย์คนนี้ไม่พึ่งพาความสุขจากภายนอก แดดร้อน แม้ทำให้กายร้อน แต่เขาก็สามารถรักษาใจไม่ให้ร้อนตามไปด้วยได้ เพราะเขารู้จักหาวิธีทำใจให้เย็น วิธีการของเขาง่าย ๆ คือร้องเพลง แต่ถึงแม้เราไม่ร้องเพลงใจก็เย็นได้ ถ้าฝึกจิตเอาไว้ดี ใจเราก็เย็นได้ สงบได้ แม้ว่าข้างนอกจะวุ่นวาย ลองสังเกตดูว่าเวลามีเสียงดังข้างนอกแล้วใจเราไม่สงบ ไม่ใช่เป็นเพราะเสียงดัง แต่เป็นเพราะใจต่างหาก

มีเรื่องเล่าว่าสมัยหลวงปู่บุดดา ถาวโร ยังมีชีวิตอยู่  ตอนนั้นประมาณ ๕๐-๖๐ ปีที่แล้ว ท่านได้รับนิมนต์ให้ไปฉันที่บ้านโยมคนหนึ่งในกรุงเทพฯ ท่านเดินทางมาจากสิงห์บุรี พอฉันเพลเสร็จท่านก็จะกลับวัด โยมเห็นว่าท่านชราแล้ว ขณะนั้นท่านน่าจะอายุประมาณ ๘๐ ปี ก็อยากให้ท่านพักก่อน จึงหาห้องให้ท่านเอนหลัง ลูกศิษย์หลายคนมานั่งเป็นเพื่อน เวลาคุยกันก็กระซิบกระซาบเพราะไม่อยากให้เสียงรบกวนหลวงปู่

แต่ห้องที่ติดกันเป็นร้านชำ เจ้าของเป็นอาซิ้ม คนจีนสมัยก่อนสวมเกี๊ยะไม้ เวลาเดินจะมีเสียงดัง เสียงเกี๊ยะดังมาถึงห้องที่หลวงปู่บุดดาเอนหลังอยู่ ลูกศิษย์ได้ยินก็ไม่พอใจ จึงพูดขึ้นมาว่า “เดินเสียงดังจัง ไม่เกรงใจกันเลย”  หลวงปู่ท่านไม่ได้หลับ พอได้ยินเช่นนั้นจึงปรารภขึ้นมาเบา ๆ ว่า “เขาเดินของเขาอยู่ดี ๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะของเขาเอง”

เสียงเกี๊ยะไม่ใช่ปัญหา ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเอาหูไปรองเกี๊ยะ  ทำไมถึงเอาหูไปรองเกี๊ยะ ก็เพราะไม่มีสติ พอไม่มีสติหูก็หาเรื่อง เอาหูไปรองเกี๊ยะจนเกิดความหงุดหงิด ใจไม่สงบแล้ว ที่จริงถ้าไม่เอาหูไปรองเกี๊ยะ เสียงดังยังไงใจก็สงบได้  ไม่เอาหูไปรองเกี๊ยะก็เพราะว่ามีสติ เวลาใจกระเพื่อมก็มีสติรู้ทันว่าใจกระเพื่อม เวลามีเสียงมากระทบหู ใจกระเพื่อมเกิดความไม่พอใจขึ้นมา แต่ถ้ามีสติรู้ทัน ใจที่กระเพื่อมก็จะกลับมาเป็นปกติ เกิดความสงบขึ้น  

เป็นธรรมชาติของจิตเวลามีอะไรมากระทบ ถ้าไม่มีสติมันก็จะกระเพื่อม ขึ้นหรือลง ยินดีหรือยินร้าย  แต่พอมีสติ เห็นใจกระเพื่อม ใจก็จะสงบ แปลกนะทั้ง ๆ ที่คนเราไม่ชอบเสียงเกี๊ยะหรือเสียงดังอื่น ๆ แต่มักจะเอาหูไปรองเกี๊ยะหรือจดจ่อกับเสียงนั้น  เวลามีการก่อสร้าง  ช่างไม้ตอกตะปูเสียงดัง บางคนก็เอาหูไปรองค้อน หงุดหงิดทุกครั้งที่เขาตอกตะปู นี่เรียกว่าหูหาเรื่องเพราะไม่มีสติ เขาตอกตะปู ใจเราก็สงบได้ ถ้าไม่เอาหูไปรองค้อนเขา  ความสงบเกิดขึ้นในจิตใจเราอยู่แล้ว สิ่งภายนอกจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของเขา เป็นธรรมดา

ลองสังเกตดูอะไรก็ตามที่ใจไม่ชอบ ใจจะเข้าไปยึดเอาไว้ หรือเข้าไปจดจ่อปักตรึง เช่น ความปวด ความเมื่อย หลายคนพอปวดเมื่อยทีไรใจก็ไม่สงบ แล้วโทษว่าถูกบังคับให้นั่งนาน ๆ หรือเป็นเพราะฝืนใจนั่งหลังขดหลังแข็ง  ที่จริงความปวดความเมื่อยที่เกิดกับกายไม่ได้ทำให้ใจทุกข์เลย แต่พอใจไปยึดติด ไปจดจ่อปักตรึงอยู่ตรงความปวดเมื่อย  เกิดความสำคัญมั่นหมายขึ้นมาว่า กูปวด กูเมื่อย ขึ้นมา  ใจก็เป็นทุกข์ทันที ว้าวุ่น ไม่สงบ  อันที่จริงกายปวดเมื่อยแต่ว่าใจสงบนั้นเป็นไปได้

อาตมาเคยพานักปฏิบัติธรรมเดินจงกรมบนถนน ถนนลาดยางก็จริง แต่ถูกน้ำเซาะจนกร่อน เหลือแต่กรวดหินที่แหลมคม เพราะไม่ค่อยมีรถผ่าน อาตมาจึงแนะนำผู้ปฏิบัติว่าลองถอดรองเท้าเดิน ส่วนใหญ่บ่นว่าเจ็บปวด บางคนขนลุก เหงื่อออกเลย ที่เหงื่อออกไม่ใช่เจ็บ แต่เป็นเพราะความกลัว เท้ายังไม่ทันเหยียบกรวดเลย แต่พอเห็นมัน  หัวใจก็เต้นตึกตัก ๆ แล้ว  อาตมาแนะให้เขาดูใจ ไม่ใช่ไปจดจ่อตรงเท้าหรือปักตรึงอยู่กับความเจ็บปวดที่เท้า  ลองสังเกตว่าข้างในมันโวยวายตีโพยตีพายหรือเปล่า ให้สังเกตดูใจว่าไปยึดติด ไปจดจ้องอยู่กับความปวดที่เท้าหรือเปล่า สังเกตไหมว่าความปวดนี้เราไม่ชอบ แต่ทำไมจิตจึงไปปักตรึงที่ความปวดนั้น แล้วก็มีตัวกูผู้ปวดเกิดขึ้นทันที

วันที่ ๒ วันที่ ๓ มีหลายคนพบว่าเวลาเท้าเหยียบกรวด พอมีสติดูใจ ใจก็โล่ง พอเห็นใจที่มันโล่งเบา กลับรู้สึกว่าไม่ค่อยปวดเท่าไหร่ ที่จริงความปวดที่เท้ายังมีอยู่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่หายไปคือความปวดใจหรือความทุกข์ใจ เพราะว่าพอมีสติเห็นใจบ่นโวยวาย เห็นใจปรุงแต่ง ยึดติดถือมั่นกับความปวดที่เท้า พอมีสติรู้ปุ๊บก็วางเลย ใจกลับเป็นปกติ ความทุกข์ใจหายไป สิ่งที่เหลือคือความทุกข์ที่เท้าหรือความทุกข์กายซึ่งอาจจะเหลือแค่ ๑ ใน ๓ จึงทำให้รู้สึกว่าเบาสบายขึ้น อันนี้เป็นประสบการณ์ที่หลายคนพบ เวลาเดินมีสติรู้จิต รู้เวทนา เขาเห็นแล้วว่าความทุกข์ก้อนใหญ่ที่เกิดจากการเดินเป็นเพราะใจ ใจไปหาเรื่องเอง ที่ใจไปหาเรื่องก็เพราะไม่มีสติ เดินจงกรมเท้าเจ็บกายปวด แต่ใจสงบได้ ตรงนี้แหละที่พวกเราจะเห็นเลยว่าความสงบอยู่ที่ใจ  ความไม่สงบก็เกิดจากใจ ถ้าวางใจผิดก็เกิดปัญหา

การหมั่นรู้ตัว รู้กาย รู้ใจ เป็นวิถีสู่ความสงบ เป็นความสงบที่เกิดขึ้นเอง เกิดขึ้นที่ใจโดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งภายนอก ไม่ต้องเรียกร้องคนอื่นว่าหยุดส่งเสียงดังได้แล้ว หรือมิฉะนั้นก็ต้องหากระจกมาปิดติดแอร์จะได้ไม่มีใครมารบกวน หรือว่าต้องหลีกเร้นมาอยู่ป่า วิธีที่ดีกว่านั้นคือให้หมั่นรู้ใจ รู้เวทนา รู้กาย

ในมหาสติปัฏฐานสูตร มีข้อความตอนหนึ่งว่า ให้พิจารณาเห็นกายในกาย  มีสติตั้งมั่นว่า กายมีอยู่ สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึก หมายความว่ากายเป็นสิ่งที่จิตไปรับรู้ เห็นว่าเป็นแค่กาย ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา  แต่ถ้าไม่มีสติ จะไม่เห็นว่านี่คือกาย แต่จะยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา จิตก็เหมือนกัน อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับจิต ไม่ว่าจะเป็นโทสะ โลภะ ราคะ ก็เพียงแต่รู้ว่ามันมีอยู่ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่เข้าไปยึดติดถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา  เวทนาก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่รู้ว่ามันมีอยู่ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา แต่ถ้าไม่มีสติใจก็จะเข้าไปยึดว่าความปวดเป็นเรา เป็นของเรา เกิดตัวกูผู้ปวดขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าหลง เป็นการเห็นที่ผิดจากความจริง คือไม่รู้ความจริง เมื่อไม่รู้ความจริงจึงเกิดทุกข์ จิตใจไม่สงบ

หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ อาจารย์ของอาตมาเคยกล่าวว่า ความสงบจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะ “เปลี่ยนหลงให้เป็นรู้” เช่น รู้ว่าใจกำลังตีโพยตีพาย เพราะใจเข้าไปจดจ่ออยู่กับความปวด ถ้ารู้หรือเห็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ก็จะรู้ความจริงว่ามันเป็นแค่เวทนา ไม่ใช่เรา  ส่วนกายก็สักแต่ว่าเป็นที่ระลึก คือ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เป็นสิ่งที่สติระลึกได้ แค่นั้นเอง

ขอให้ระลึกอยู่เสมอว่า ความสุขที่ประเสริฐและประณีตคือความสงบนั้น พบได้ที่จิตใจหรือด้วยจิตใจของเรา อย่าคอยพึ่งพาความสงบจากภายนอก จากผู้คนรอบข้าง ใจเราสามารถผลิตความสุข ความสงบขึ้นได้ พยายามเห็นศักยภาพตรงนี้ของใจเรา ใช้ศักยภาพนี้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้ชีวิตไม่แห้งแล้งและไม่รุ่มร้อน เกิดความสงบเย็น สดชื่น แจ่มใสเป็นนิจ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved