หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ >เห็นประโยชน์ของสรรพสิ่ง
กลับหน้าแรก

เห็นประโยชน์ของสรรพสิ่ง
พระไพศาล วิสาโล

นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ
ฉบับที่ ๑๗ มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

ในสมัยพุทธกาล มีหมอท่านหนึ่งซึ่งเก่งมาก เรียกได้ว่าเป็นหมอเทวดา คือหมอชีวกโกมารภัจจ์ ทุกวันนี้ก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์ของการแพทย์แผนไทย หมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นแพทย์ประจำตัวของพระพุทธเจ้า ประวัติของท่านน่าสนใจ  มีเรื่องเล่าว่า ท่านไปเรียนวิชาแพทย์ที่ตักศิลา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศปากีสถาน  ท่านไปเรียนกับอาจารย์ทิศาปาโมกข์นานถึง ๗ ปี ท่านตั้งใจเรียนมาก แต่หลังจากเรียนมา ๗ ปีแล้ว ก็สงสัยว่าตนมีความรู้พอหรือยัง วันหนึ่งจึงไปถามอาจารย์ว่า ที่ตนเรียนมานั้นพอใช้การได้หรือยัง จะต้องเรียนต่ออีกไหม

อาจารย์จึงทดสอบความรู้ด้วยการให้ไปสำรวจพื้นที่ในรัศมี ๑ โยชน์ รอบเมืองตักศิลา หาดูว่ามีอะไรบ้างที่ใช้ทำยาไม่ได้ ชีวกโกมารภัจจ์ทำตามที่อาจารย์สั่ง ใช้เวลาอยู่นานก็กลับมารายงานอาจารย์ว่า ไม่มีอะไรที่ใช้ทำยาไม่ได้เลย  ทุกอย่างสามารถใช้เป็นยารักษาโรคได้ทั้งนั้น รวมทั้งหญ้าคา วัชพืช หรือพวกที่มีพิษทั้งหลาย สามารถทำเป็นยาได้ทั้งนั้น บางอย่างใช้ราก บางอย่างใช้เม็ด บางอย่างใช้ใบ บางอย่างใช้เปลือก พอมารายงานเช่นนี้ อาจารย์ของท่านก็บอกว่า เธอสำเร็จการศึกษาแล้ว กลับบ้านได้  

ทุกอย่างที่อยู่รอบเมืองตักศิลา ไม่มีอะไรที่ใช้ทำยาไม่ได้เลย  ที่จริงไม่ใช่เฉพาะพืชพรรณทั้งหลายเท่านั้น ต้องเรียกว่าทุกอย่างในโลกนี้ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ล้วนมีประโยชน์ทั้งนั้น อาจจะไม่ใช่ประโยชน์ในทางรักษาโรค แต่ก็มีประโยชน์อย่างอื่น

ทุกอย่างในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่ไร้ประโยชน์เลย ขยะก็สามารถทำเป็นปุ๋ยได้ นำไปรีไซเคิล ใช้ประโยชน์ได้อีกหลายทอด เชื้อโรคก็มีประโยชน์ เอาไปทำวัคซีนได้ วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคก็มาจากเชื้อโรคนั่นแหละ พิษร้ายของงูก็เอามาทำเป็นเซรุ่มได้ เอาไว้รักษาแก้พิษงู  สิ่งที่เป็นพิษหลายอย่างก็เอามาใช้รักษาโรคได้ สารเคมีที่ใช้รักษามะเร็ง ก็เป็นสารพิษแทบทั้งนั้น แต่มนุษย์ก็เอามาใช้รักษาโรคมะเร็งได้

ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ที่เรามองว่าเป็นของไม่ดี มันมีประโยชน์ทั้งนั้น โรคภัยไข้เจ็บก็มีประโยชน์ ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า “ความเจ็บป่วยมาเตือนให้เราฉลาด” และ “ป่วยทุกทีก็ให้ฉลาดทุกที” ฉลาดเรื่องอะไร ก็ฉลาดเรื่องชีวิต  ความเจ็บป่วยมาเตือนให้เราตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต มาเตือนให้เราเห็นว่าสังขารนี้ต้องถนอมรักษา เพราะถ้าไม่ถนอมรักษา ก็จะผุพังเร็ว เสื่อมโทรมเร็ว มันมาเตือนว่าเวลาที่เราอยู่ในโลกนี้  ที่เราสามารถจะทำอะไรได้อย่างเต็มที่ ลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ  ต้องรีบทำก่อนที่จะไม่มีโอกาสทำ

พระพุทธเจ้าสอนพระภิกษุว่า เวลาเจ็บป่วยก็ให้ตระหนักว่า ตอนนี้ยังดีที่ป่วยเท่านี้ ต่อไปเราจะต้องป่วยหนักกว่านี้ ถึงตอนนั้นก็คงทำความเพียรไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ต้องรีบทำความเพียรตั้งแต่วันนี้ แม้ป่วยอยู่ก็ต้องรีบฉวยโอกาส เพราะว่าต่อไปจะป่วยหนักกว่านี้ ไม่ควรใช้ความป่วยเป็นข้ออ้างในการเกียจคร้าน

เมื่อมีสิ่งแย่ ๆ เกิดขึ้นกับเรา มองให้ดีมันมีประโยชน์ทั้งนั้น เช่น คำตำหนิติเตียน เมื่อถูกตำหนิติเตียนก็ให้รู้ว่ากำลังมีคนชี้ขุมทรัพย์ให้เรา มันไม่ใช่ความซวย แต่เป็นโชคดีที่มีคนชี้ขุมทรัพย์ให้  คำต่อว่าด่าทอ ช่วยงฝึกความอดทนให้กับเรา หรือฝึกให้เรารู้จักปล่อยวาง เวลาเกิดเหตุร้ายกับเรา อย่าไปมองว่าเป็นความซวย ให้มองหาว่าเราจะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างไร เพราะทุกอย่างมีประโยชน์ทั้งนั้น

มีชายคนหนึ่งเป็นช่างไฟ แล้วเกิดความผิดพลาด ไฟช็อตที่ขา ต้องตัดขาทั้งสองข้าง พิการตลอดชีวิต หลังจากนั้นไม่นานเมียก็ทิ้ง  มีคนไปถามชายคนนี้ว่า รู้สึกอย่างไรที่ถูกเมียทิ้ง เขาตอบว่า“ผมไม่รู้สึกอะไรหรอกครับ  ขนาดขาผมแท้ ๆ ยังไม่อยู่กับผม แล้วจะให้เมียมาอยู่กับผมได้อย่างไร”

เขาไม่รู้สึกทุกข์กับการถูกเมียทิ้ง เพราะเขาได้เรียนรู้จากการถูกตัดขาทั้งสองข้าง ได้เรียนรู้ว่าขานี้ไม่ใช่ของเรา  ถึงจะยึดมั่นว่าเป็นของเรา แต่มันก็จะไม่อยู่กับเราไปตลอด บางคนพอจะถูกตัดขาก็ฟูมฟาย คร่ำครวญว่า ทำไมถึงต้องเป็นฉัน ฉันอุตส่าห์สร้างความดี สร้างบุญกุศล  แต่ชายคนนี้กลับมองว่า มันสอนเราว่าแม้แต่ขายังไม่อยู่กับเรา ตรงนี้เรียกว่าเกิดปัญญาซึ่งเป็นภูมิคุ้มกัน ทำให้พอถูกเมียทิ้งก็ไม่ทุกข์แล้ว  แสดงว่าเขารู้จักใช้ประโยชน์จากเหตุร้ายให้กลายเป็นภูมิคุ้มกันความทุกข์ที่จะตามมา

ไม่ใช่แต่เหตุการณ์หรือสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเราเท่านั้น แม้กระทั่งกิเลสที่อยู่ภายในใจเราก็มีประโยชน์ ถ้ารู้จักใช้ มีเรื่องเล่าว่า สมัยที่หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพลยังมีชีวิตอยู่ วันหนึ่งมีโยมพาลูกชายวัย ๓ ขวบมาถวายจังหัน ถวายเสร็จเด็กก็เหลือบเห็นเงาะที่ปอกเปลือกแล้ว บนฝาบาตรของหลวงปู่ขาว เด็กเห็นว่ามันขาวน่ากินก็เกิดอยากกินขึ้นมา จึงจ้องมองตาไม่กะพริบ

หลวงปู่ขาวถามว่าอยากกินเหรอ เด็กตอบว่าอยากกิน หลวงปู่ขาวก็บอกว่าถ้าอยากกินต้องนั่งสมาธิ เด็กถามว่านั่งสมาธิยังไง หลวงปู่ขาวจึงแนะนำให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้ายแล้วก็หลับตา ด้วยความอยากกินเงาะเด็กก็ทำตาม หลวงปู่ขาวให้คำบริกรรม บอกว่าให้ท่องในใจว่า “หมากเงาะ” เด็กอยากกินจึงทำตาม หลับตา แล้วนึกถึงคำว่าหมากเงาะ ตามที่หลวงปู่ขาวแนะนำ

ระหว่างที่นั่งสมาธิ ทีแรกก็นั่งเลียริมฝีปากไปด้วย เพราะอยากกินมาก แต่พอนั่งไปสักพักจิตก็รวมเป็นหนึ่ง  รู้สึกสงบ  ไม่นานเด็กได้ยินเสียงระฆัง ลืมตามาอีกทีปรากฏว่าไม่มีใครอยู่บนศาลาแล้ว  มีแต่หลวงปู่ขาวนั่งอยู่ใกล้ ๆ   ปรากฏว่าตอนนั้นเป็นเวลาบ่าย ๓ แล้ว  แสดงว่าเด็กนั่งนาน ๖-๗ ชั่วโมง

ความอยากนั้นถือว่าเป็นโลภะหรือตัณหา แต่หลวงปู่ขาวฉลาด ท่านเอามาใช้ในการชักชวนเด็กให้นั่งสมาธิ   ซึ่งเด็กก็สามารถทำได้ดี 

ในสมัยพุทธกาล มีเศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกเศรษฐี ลูกชายคนหนึ่งของท่านไม่ค่อยสนใจธรรมะ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว แต่ว่าสอนลูกไม่ได้ จึงออกอุบายให้ลูกไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ลูกอยากได้เงินจึงไปฟังธรรมที่เชตวัน แต่ก็ไม่ได้ฟัง แค่ไปนั่งเฉย ๆ ปล่อยใจลอย คิดโน่นคิดนี่  ฟังธรรมเสร็จก็กลับบ้านมาขอเงินพ่อ พ่อก็ให้ ทำแบบนี้ครั้งสองครั้ง พ่อจึงกำชับว่า เวลาไปฟังธรรมครั้งต่อไปก็ให้จดจำคำสอนของพระพุทธองค์  แล้วกลับมาเล่าให้ฟัง  

ด้วยความอยากได้เงิน เมื่อไปฟังธรรมครั้งต่อไปเขาจึงตั้งใจฟัง และพยายามจดจำคำสอนให้ได้ แต่พระพุทธองค์ทรงบันดาลให้เขาจำไม่ค่อยได้  ได้หน้าลืมหลัง  จึงต้องตั้งใจฟังมากขึ้น พอตั้งใจฟังมากขึ้น ก็เข้าใจธรรม ถึงขั้นบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน  พอกลับมาบ้าน พ่อจะให้เงิน ลูกก็บอกว่าไม่ต้องแล้ว เพราะได้รับสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินคือธรรมะ

ความอยากได้เงินเป็นโลภะ เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง แต่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็เอามาใช้ทำให้ลูกชายเห็นธรรม  แบบนี้เรียกว่าใช้ตัณหาละตัณหา

ขอให้เราตระหนักว่า แม้มีอกุศลธรรมเกิดขึ้นในใจ มันก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายที่จะต้องผลักไส กดข่ม  อกุศลธรรมก็มีประโยชน์ มันเกิดขึ้นเพื่อให้เราเรียนรู้ ให้เราฝึกสติ ฝึกให้รู้ทันมัน มันมาเพื่อให้เราจดจำมันได้  ถ้ามันเกิดขึ้นบ่อย ๆ แล้วเรามีสติ เห็นมัน จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า การจดจำภาวะอารมณ์ เมื่อมันเกิดขึ้นอีก เราจะจำมันได้เร็วขึ้น เมื่อเราจำมันได้เร็วขึ้น เราก็จะปล่อยวางได้เร็วขึ้น และไม่ถลำเข้าไปในอารมณ์นั้น

คนเราเกิดโลภะ โทสะ? ปีหนึ่ง ๆ นับครั้งไม่ถ้วน วันหนึ่งก็หลายครั้ง แต่ก็ยังปล่อยให้มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ปล่อยให้มันเล่นงานจิตใจเราครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นเพราะอะไร เพราะเราไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้จดจำมัน เหมือนกับว่าเราปล่อยให้พวกสิบแปดมงกุฏ มาหลอกเอาเงินเราครั้งแล้วครั้งเล่า มันเป็นคนเดิม หน้าเดิม แต่มันก็หลอกเราครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะเราไม่ได้เรียนรู้หรือจดจำมันเลย  

การเจริญสติ เป็นการฝึกให้เราเรียนรู้ จดจำมันได้  ทีแรกก็โดนกิเลส  ตัณหา ความโลภมาหลอก แต่หลังจากที่มันเกิดขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่า สติก็จะทำให้เราจดจำมันได้ เมื่อมันมาอีก คราวนี้เรารู้จักแล้ว ไม่ยอมให้มันหลอกอีก  เราแค่เห็น ไม่เข้าไปเป็น เข้าไปเป็นก็คือหลงเชื่อมัน หลงทำตามมัน แต่พอเราเห็น เราไม่เข้าไปเป็นแล้ว มันก็ทำอะไรเราไม่ได้ มันก็หน้าม้านกลับไป เพราะมันหลอกเราไม่ได้อีกแล้ว

แต่ประโยชน์ของมันไม่ได้มีเท่านั้น มีมากกว่านั้น คือสอนให้เราเข้าใจไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่เข้าใจจากการอ่านหนังสือ แต่เข้าใจจากการได้เห็นความจริง ทั้งจากกุศลธรรมและอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นในใจ ความฟุ้งซ่าน ความง่วงหงาวหาวนอน ความเครียด ความวิตกกังวล ความโกรธ เหล่านี้ล้วนสอนธรรมได้ทั้งสิ้น สอนให้เห็นถึงความไม่เที่ยง สอนให้เห็นว่า มันทนอยู่ไม่ได้นาน  คือทุกขัง เพราะมันพร่อง ไม่สมบูรณ์ ถูกบีบคั้นด้วยความเกิด ความดับ และมันไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่อาจยึดว่าเป็นเรา เป็นของเราได้

อันนี้คือประโยชน์อย่างหนึ่งที่เราควรจะมองให้เห็นจากอกุศลธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในใจ ไม่ใช่เห็นแล้วคิดแต่จะไปผลักไส เราต้องรู้จักใช้มันให้เกิดประโยชน์  ถ้าเราตระหนักว่าทุกอย่างล้วนมีประโยชน์ มันจะทำให้เรายอมรับสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เมื่อเรารู้จักยอมรับสิ่งต่าง ๆ หรือรู้จักวางใจเป็นกลางต่อสิ่งต่าง ๆ ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้เราทุกข์ได้  ความทุกข์ในใจ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่ามีสิ่งแย่ ๆ เกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่ว่าเรารู้สึกกับมันอย่างไร  ถ้าเรารู้สึกลบ เราก็เป็นทุกข์ ถ้าเราไม่รู้สึกลบ ใจเราก็เป็นปกติ  ไม่ว่าจะเป็นเสียงดัง แดดร้อน อากาศหนาว คำต่อว่าด่าทอ ความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ถ้าเรายอมรับได้ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ใจก็เป็นปกติ  แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ข้างหน้าเราคือความตาย ใจก็ยังสงบเย็นได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved