หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ >โยมถามพระตอบ ตอนที่ ๑๑
กลับหน้าแรก

โยมถามพระตอบ ตอนที่ ๑๑
พระไพศาล วิสาโล

นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ
ฉบับที่ ๑๗ มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

คำถามที่ ๑. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลครับ โยมกราบขออนุญาตถามดังนี้ครับ ความทุกข์ของพระโสดาบันเหลือเพียงเมล็ดถั่วเมล็ดงา นั้นหมายถึงอย่างไรครับ กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เป็นอย่างสูงครับ

ตอบ หมายความว่า ความทุกข์ของท่านเหลือน้อยมาก เนื่องจากได้ละสังโยชน์หรือกิเลส ๓ ประการได้อย่างสิ้นเชิง อันได้แก่ ความเห็นว่ารูปกับนามเป็นตัวตน (สักกายทิฏฐิ) ความลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา) และความถือมั่นในศีลพรตหรือข้อวัตร (สีลัพพตปรามาส)

อีกเหตุผลหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกันก็คือ พระโสดาบันนั้นจะเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ ความทุกข์ที่เกิดกับท่านจึงนับว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับปุถุชนซึ่งต้องเกิดอีกนับครั้งไม่ถ้วน (ทุกข์ของปุถุชนนั้นท่านเปรียบเหมือนแผ่นดิน)

คำถามที่ ๒. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพ โยมสังเกตว่า กับคนอื่นๆ โยมจะใจเย็น มีเหตุผล เข้าอกเข้าใจ และเมื่อมีสิ่งใดมากระทบจะวางได้ไม่ยาก แต่กับคนใกล้ตัว โยมกลับใจร้อน สิ่งใดที่ขัดใจก็จะไม่ยอม ไม่ปล่อยผ่านแม้เรื่องเล็กน้อย ไม่ทราบว่าโยมควรจะวางใจอย่างไร หรือมีอุบายในการพิจารณาแบบใดเพื่อให้สามารถก้าวข้ามสิ่งนี้ได้เจ้าคะ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

ตอบ คุณควรหมั่นฝึกสติให้รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น เวลามีอะไรมากระทบ และรู้สึกขัดใจหรือขุ่นเคืองใจ สติที่รู้ทันอาการดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยให้ปล่อยวางมันได้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยก็ช่วยลดความรุนแรงเข้มข้นของอาการดังกล่าว ทำให้หักห้ามใจไม่เผลอพูดหรือทำอะไรในทางที่ไม่ถูกต้อง

ความยึดติดถือมั่นในความคิดของตน อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจตน (รวมทั้งอยากให้ถูกต้องตามแบบของตน) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณขุ่นเคืองใจเวลาเห็นสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นดั่งใจ คุณควรตระหนักว่านี้เป็นอาการอย่างหนึ่งของอัตตา หรือความยึดติดถือมั่นใน “ตัวกู ของกู” ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ ดังนั้นจึงควรคลายความยึดติดดังกล่าวลงบ้าง เช่น เตือนตนอยู่เสมอว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ดั่งใจในทุกสิ่ง เผื่อใจไว้ล่วงหน้าว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา
เวลามีอะไรมากระทบ แล้วรู้สึกขุ่นเคืองใจ ก็ให้รู้ว่า “ตัวกู ของกู”กำลังอาละวาดแล้ว ควรชี้หน้าด่ามันบ้าง อย่าปล่อยให้มันผยองหรือบงการจิตใจของคุณ อีกวิธีหนึ่งก็คือ เมื่อมีเจอสิ่งขัดใจ ก็อย่าเพิ่งโกรธ ควรมองว่ามันเป็นแบบฝึกหัดที่ช่วยขัดใจให้กิเลสเบาบาง หรือลดอัตตาให้น้อยลง

สุดท้ายก็คือ เวลาทำอะไร ลองทำให้ช้าลง ใจอยู่กับปัจจุบัน อาจทำให้คุณใจเย็นลงบ้าง และมีสติรู้ตัวได้ไวขึ้นเวลามีอะไรมากระทบ

ทั้งหมดที่พูดมามิได้หมายความว่า คุณควรปล่อยให้ความไม่ถูกต้องผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย การทักท้วง ตักเตือนเพื่อแก้ไขสิ่งผิดให้ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ควรทำ แต่คุณไม่จำเป็นต้องทำด้วยความโกรธ ซึ่งมีแต่จะเผาลนใจคุณให้เป็นทุกข์ คุณควรทำด้วยใจที่สงบ มีสติ นั่นคือ ทำกิจ และทำจิต ไปควบคู่กัน ซึ่งจะเกิดผลดีทั้งต่อตัวเอง ผู้อื่นและส่วนรวม

คำถามที่ ๓. กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ แม่ของเพื่อนป่วยเป็นโรคร้ายแรง และมักจะคอยโทษตัวเองว่า ตัวเองเป็นสาเหตุทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน และไม่มีความสุข กลายเป็นว่าป่วยกายแล้วก็พาลป่วยใจไปด้วย โยมในฐานะคนนอก จะสามารถช่วยให้กำลังใจกับเพื่อนและแม่เพื่อนได้อย่างไรเจ้าคะ

ตอบ มีหลายคนที่แม้เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย แต่มีความสุข ไม่โอดครวญ ตัดพ้อต่อว่าคนอื่น หรือโทษตนเอง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เช่น ลูก หรือคนรัก เป็นไปด้วยดี ลูกและคนรักต่างดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด มีหลายครอบครัวที่ความสัมพันธ์กระชับแน่นมากขึ้นเมื่อคนใดคนหนึ่งป่วยหนักหรืออยู่ในระยะสุดท้าย ทั้งนี้เพราะความเจ็บป่วยนั้นชักนำทุกคนในครอบครัวให้มาช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่

เมื่อใดก็ตามที่ลูกเห็นว่านี้เป็นโอกาสดีที่ได้ตอบแทนบุญคุณแม่อย่างเต็มที่ ลูกจะมีความสุขและภาคภูมิใจในการดูแลแม่แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็ตาม หลายคนใช้โอกาสนี้บอกรักแม่ กอดแม่ทุกวัน บางคนถึงกับกล่าวว่าการได้ดูแลแม่ในระยะสุดท้ายของท่านคือสิ่งที่ดีที่สุดของชีวิตที่ได้ทำ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าท่าทีดังกล่าวของลูกย่อมทำให้ผู้ป่วยมีความสุขด้วย การตัดพ้อผู้อื่นหรือโทษตนเองแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย

ความสุขและความภาคภูมิใจในการดูแลผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากทำไปด้วยความทุกข์แล้ว (เพราะเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้หรือเพราะยอมรับชะตากรรมของผู้ป่วยไม่ได้ก็แล้วแต่) มีแต่จะทำให้บรรยากาศที่ห้อมล้อมผู้ป่วยหม่นหมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยพลอยเป็นทุกข์ และรู้สึกว่าตนเป็นภาระของคนอื่น ทำให้อยากตายเร็วขึ้น

หากมีโอกาสคุณควรแนะนำให้เพื่อนตระหนักว่านี้เป็นโอกาสทองที่ลูกจะได้ทำสิ่งดี ๆ ให้กับแม่ เป็นโอกาสดีที่จะมีความสุขร่วมกัน อย่ามัวแต่กลัดกลุ้มเพราะนึกถึงแต่ความตายที่กำลังจะมาถึง ในขณะที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ลูกควรใช้เวลาที่กำลังเหลือน้อยลงให้เกิดประโยชน์และคุณค่าอย่างเต็มที่ อาตมาเชื่อว่าหากทำได้เช่นนี้ ทั้งลูกและแม่จะพบว่านี้คือช่วงเวลาที่มีความสุขมากที่สุด

คำถามที่ ๔. ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ ที่บางท่านมีความโศกเศร้า โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่บางท่านแทบหมดกำลังใจในชีวิต นอกจากนี้ยังพบเห็นการวิพากวิจารย์ถึงการวางตัวที่เหมาะสมในการไปถวายความอาลัย ว่าบางท่านไปสนามหลวงเหมือนไปเพื่อเซ็ทภาพถ่ายรูป รวมถึงภาพในหลวงที่มีการปริ้นท์แจกมากมาย โดยอาจกลายเป็นการไม่ระวังในการจัดเก็บภาพ

ตอบ โยมจึงอยากกราบขอพระอาจารย์เมตตาแนะนำว่าเราควรจะทำใจกับความพลัดพรากเช่นนี้อย่างไร เราในฐานะลูกหลานจะสามารถ
ปลอบประโลมหรือช่วยให้กำลังใจกับผู้สูงอายุได้อย่างไร และควรวางตัวอย่างไรถึงจะเรียกว่าเหมาะสมและเป็นการเคารพและแสดงความอาลัยต่อพระองค์อย่างแท้จริงค่ะ

เมื่อสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โดยเฉพาะยามนี้ที่เราสูญเสียพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไป หากนึกถึงแต่ความสูญเสียพลัดพราก จิตจะจมอยู่กับความเศร้า จนหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ไม่อาจทำกิจต่าง ๆ อันควรทำได้เลย จะดีกว่าหากเรานึกถึงน้ำพระทัยและคุณงามความดีของพระองค์ จะทำให้เราเกิดความซาบซึ้งประทับใจ และเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดีตามรอยของพระองค์ ยิ่งได้ลงมือทำความดีโดยมีพระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง ยิ่งทำให้เราเกิดความปีติ ภาคภูมิใจที่เป็นพสกนิกรที่ดีของพระองค์ จะช่วยให้หลุดจากความ เศร้าโศกเสียใจได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้เป็นลูกหลาน ควรชักชวนให้บิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ที่ยังเศร้าโศกอยู่ ทำความดี เช่นเป็นจิตอาสา หรือทำบุญกุศลถวายพระองค์ท่าน ชวนท่านออกจากบ้าน ไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ จะช่วยท่านได้มาก

สำหรับการไปสนามหลวงหรือพระบรมมหาราชวังเพื่อถวายความเคารพแด่พระองค์ ควรไปด้วยใจที่ปรารถนาจะ “ให้” อย่าไปด้วยใจที่คิดจะ “เอา” (เช่น อยากได้มุมหรือฉากดี ๆ เพื่อถ่ายรูป หรือไปเพื่อรับของแจก) ใจที่คิดจะให้ (เช่น อยากให้พระองค์ซึ่งสถิตบนสรวงสวรรค์ เห็นความจงรักภักดีของพสกนิกรของพระองค์) จะทำให้เราทำสิ่งดีงาม ไม่เปิดโอกาสให้ความเห็นแก่ตัวมาครอบงำใจ ขณะเดียวกันก็มีความอดทน เจอความยากลำบากก็ไม่บ่น ตรงกันข้ามหากไปด้วยใจที่คิดจะ “เอา”แล้ว ก็อาจลืมตัว ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือหงุดหงิดง่าย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved