หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ >สุขที่ใจใฝ่หา
กลับหน้าแรก

สุขที่ใจใฝ่หา
พระไพศาล วิสาโล

นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ
ฉบับที่ ๑๔
กรกฎาคม-สิงหาคม ๒๕๕๙

มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาความสุข แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักความสุขที่ควรแสวงหา ความสุขที่ผู้คนส่วนใหญ่แสวงหานั้น จะว่าไปแล้วก็เป็นความสุขแค่แบบเดียวเท่านั้น ทั้งที่ความสุขนั้นมีอยู่ ๒ ประเภท

ความสุขประเภทแรก เป็นความสุขที่เกิดจากการเสพ เรียกว่ากามสุข เกิดจากการเสพผัสสะที่เร้าใจ มีสิ่งมากระตุ้นอายตนะ ทำให้เกิดความตื่นเต้น ความสนุกสนาน เช่น ได้ดูหนังที่สนุกตื่นเต้น ได้ฟังเพลงที่เร้าใจไพเราะ ได้กินอาหารที่อร่อย ได้เห็นสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจ ได้เจออะไรที่แปลกใหม่ ถือเป็นการเร้าจิตกระตุ้นใจแบบหนึ่ง ความสุขที่ผู้คนรู้จักส่วนใหญ่เป็นความสุขชนิดนี้

ลองทบทวนดูก็จะพบว่าความสุขที่เราแสวงหาส่วนใหญ่หนีไม่พ้นความสนุก ความตื่นเต้น สิ่งที่กระตุ้นตา หู จมูก ลิ้น กาย รวมถึงใจด้วย หลายคนเห็นเงินก็มีความสุขแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้ใช้เงินนั้นเลย ที่สุขก็เพราะรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เงินก้อนใหญ่ บางคนอาจจะมีความสุขจากสิ่งเร้าใจประเภทเสี่ยงอันตราย เช่น ปีนเขา แข่งรถซิ่ง หรือจากการดูกีฬา เช่น ฟุตบอล เทนนิส วอลเล่ย์บอล ฯลฯ   ที่มีความสุขก็เพราะได้ลุ้น มันกระตุ้นใจให้ตื่นเต้น  แต่ถ้าเรารู้ผลการแข่งขันแล้ว ไปเปิดเทปดูย้อนหลังความสุขก็จะน้อยลง รสชาติจะจืดจางไปมากทีเดียว  อันนี้รวมถึงความสุขทางเพศด้วย แค่ได้เห็นด้วยตา ได้สัมผัสด้วยกายก็เร้าให้เกิดความตื่นตัว เกิดความตื่นเต้น ยิ่งตื่นเต้นยิ่งกระตุ้นเร้ามากเท่าไร ผู้คนก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น

แต่ความสุขแบบนี้มีข้อเสียคือ พอได้เสพบ่อย ๆ เสพมาก ๆ  ก็เริ่มชินชา เมื่อได้กินอาหารจานอร่อยวันแล้ววันเล่า ลิ้นก็เริ่มชินชา ไม่รู้สึกว่าอร่อยเหมือนเดิม  เพลงที่สนุก ฟังทีแรกก็เร้าใจ แต่พอฟังไปนาน ๆ มันก็จืดจางลง ความสุขทางเพศก็เหมือนกัน ใหม่ ๆ ก็ตื่นเต้น แต่พอทำไปบ่อย ๆ ก็ชินชา ไม่ตื่นเต้นแล้ว ต้องไปหาของใหม่มาเสพ  หรือไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ  มีการเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนท่วงท่า เปลี่ยนบรรยากาศ  เพื่อให้มันกลายเป็นของใหม่ขึ้นมา  เพื่อจะได้เร้าใจ หรือกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวเหมือนเดิมหรือยิ่งกว่าเดิม ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้จักแต่ความสุขประเภทนี้ คือต้องสนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจ

ความสุขประเภทที่สอง เป็นความสุขที่เกิดจากความสงบ  เรียกว่าความสงบสุข สามารถเกิดขึ้นได้แม้จะมีสิ่งเร้าน้อย  มีสิ่งเสพไม่มาก   คนที่เสพความสุขประเภทแรกจนเต็มที่แล้ว ในที่สุดก็จะรู้สึกว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง  จึงเริ่มแสวงหาความสุขที่เกิดจากความสงบแทน มีคนรวยจำนวนมากที่เดินทางไปประเทศอินเดีย ญี่ปุ่น หรือมาประเทศไทย เพราะว่าต้องการแสวงหาสถานที่ที่สงบ ยอมเหนื่อยยาก เสียเงินทอง เสียเวลา ละทิ้งความสนุก ละทิ้งความสบาย แต่เขาถือว่าคุ้ม เพราะความสงบเป็นสิ่งที่หาได้ยากในบ้านเมืองของเขา  ข้อสำคัญก็คือ ในส่วนลึกของจิตใจ  ความสงบสุขคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนา

ปัจจุบันนี้ประเทศในยุโรปหรืออเมริกา มีวัดหรือโบสถ์หลายแห่งกลายเป็นสถานที่ดึงดูดผู้คน ไม่ใช่เพราะเขาสนใจศาสนา แต่เพราะเป็นสถานที่ที่สงบ  วัดบางวัดซึ่งเป็นที่อยู่ของนักบวชที่เคร่งครัด เปิดให้คนมาพัก โดยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีสัญญาณไวไฟ  แม้ราคาห้องพักจะแพงมาก แต่คนก็นิยมไป เพราะว่าเขาต้องการความสงบ จะเสียเงินเท่าไร จะลำบากอย่างไรก็ไป เพราะเป็นสิ่งที่เขาขาด

ฝรั่งหลายคนมาบวช โกนหัว ห่มเหลือง เพื่อลิ้มรสความสงบ เพราะรู้ว่าความสุขจากการเสพที่เรียกว่ากามสุขนั้นไม่ใช่คำตอบของชีวิต คนที่แสวงหาความสุขประเภทนี้ และพร้อมที่จะละทิ้งความสุขจากการเสพ มีมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่เพิ่งจะมีในสมัยนี้เท่านั้น เช่นเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้า ก็เป็นผู้หนึ่งที่รู้สึกว่าความสุขที่มีในปราสาท ๓ หลังนั้น ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง หรือมานพหนุ่มที่ชื่อว่ายสกุลบุตร ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่เบื่อหน่ายในกามสุข

ยสกุลบุตรเป็นบุตรของเศรษฐีเมืองพาราณสี มีชีวิตอยู่กับการเสพสุขสนุกสนาน รอบตัวเต็มไปด้วยสิ่งเร้าจิตกระตุ้นใจ มีดนตรีขับกล่อม มีผู้หญิงมาร่ายรำทั้งวันทั้งคืน แต่กลับรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ความสุขที่ตัวเองต้องการ วันหนึ่งตื่นขึ้นมากลางดึก เห็นนางรำทั้งหลายนอนก่ายกองกันด้วยความเพลีย  บ้างก็เสื้อผ้าหลุดลุ่ย บ้างก็น้ำลายไหล ยสกุลบุตรเห็นแล้วนึกถึงซากศพ  เกิดความสังเวชขึ้นมา จึงเดินออกจากคฤหาสน์ เดินออกไปอย่างไร้จุดหมาย เดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ทิศทาง รู้แต่ว่าสิ่งที่มีอยู่นั้นไม่ใช่คำตอบ  แล้วก็พูดรำพึงตลอดทางว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ"  จนกระทั่งเดินไปถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธเจ้าได้ยินเสียงยสกุลบุตร  จึงตรัสขึ้นมาว่า "ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง"

ยสกุลบุตรได้ยินก็สะดุดใจ เดินเข้าไปหาพระพุทธเจ้าเพื่อสนทนาธรรมด้วย พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการทำความดีก่อน เช่น การให้ทาน การรักษาศีล ซึ่งมีสวรรค์เป็นอานิสงส์ จากนั้นก็ทรงชี้ให้เห็นโทษของสุขในสวรรค์ ซึ่งเป็นกามสุขอย่างหนึ่ง แล้วทรงชี้ให้เห็นสิ่งที่ดีกว่านั้น คือ การเป็นอิสระจากกามสุข หรือเนกขัมมะ   เพียงเท่านั้นยสกุลบุตรก็ตาสว่าง เกิดปัญญาขึ้นมา จนกระทั่งบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เพราะจิตใจของยสกุลบุตรนั้นเหนื่อยหน่ายในกามสุข และปรารถนาความสุขที่เกิดจากความสงบอยู่ก่อนแล้ว

พระภัททิยะเดิมเป็นเจ้าชายในตระกูลศากยวงศ์ ได้ออกบวชพร้อมกับพระอานนท์ และพระเทวทัตซึ่งเป็นพระญาติด้วยกัน ไม่ได้ตั้งใจอยากจะมาบวชเลย แต่เพื่อนคือเจ้าชายอนุรุทธะขอร้องให้มาบวชด้วยกัน พอมาบวชแล้วก็ตั้งใจปฏิบัติ  ไม่นานก็บรรลุธรรม วันหนึ่งก็รำพึงขึ้นมาว่า "สุขหนอ สุขหนอ"   เพื่อนพระได้ยินก็คิดว่าพระภัททิยะรำพึงถึงความสุขในสมัยอยู่วัง  จึงไปทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเรียกมาถาม และได้คำตอบจากพระภัททิยะว่า ท่านไม่ได้นึกถึงความสุขในอดีต แต่ท่านกำลังมีความสุขในเพศสมณะ ท่านบอกว่าสมัยที่อยู่วังแม้มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย มีองครักษ์รายล้อม ก็ยังมีความหวาดกลัว ไม่มีความสุข  แต่พอมาครองผ้ากาสาวพัสตร์ อยู่อย่างเรียบง่าย ฉันมื้อเดียว นอนใต้โคนไม้ ไม่มีองครักษ์คอยปกป้อง อยู่ในป่าที่เงียบสงัด กลับมีความสุขมากกว่า

ความสงบที่เกิดจากสิ่งเร้า เกิดจากความตื่นเต้นหวือหวานั้นเสพง่าย แต่ก็เบื่อง่ายด้วยเช่นกัน มันทำให้ต้องดิ้นรนไม่รู้จักจบสิ้น เพราะว่าเมื่อเสพไปแล้วไม่นานก็เบื่อ อยากได้ของใหม่  ทำให้ดิ้นรนแสวงหาสิ่งเสพใหม่ ๆตลอดเวลา  แต่ได้เสพเท่าไร มีเท่าไรก็ยังไม่พอ ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งทำให้เกิดความเหนื่อยอ่อน พอเหนื่อยถึงจุดหนึ่ง ก็อยากจะแสวงหาความสงบ เริ่มจากการไปหาสถานที่ที่สงบสงัด อย่างที่วัดป่าสุคะโตนี้ หลายคนมาก็เพราะรู้สึกพึงพอใจหรือติดใจในความสงบ  บางคนเพียงแค่มาไม่กี่นาทีก็รู้สึกถึงความสงบ เพราะว่าแตกต่างไปจากที่บ้าน หรือในเมืองที่แสนวุ่นวาย อึกทึก

ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยพากันแสวงหาที่ที่สงบ สงัด เพื่อจะได้สัมผัสกับความสุขสงบ อย่างไรก็ตาม ความสุขสงบที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมอันสงัด ยังไม่ใช่ความสุขที่เราจะฝากจิตฝากใจเอาไว้ได้ เพราะว่าความสุขแบบนี้ไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนง่าย  อย่างที่วัดป่าสุคะโตนี้ บางช่วงก็อึกทึกคึกโครม อย่างวันพรุ่งนี้จะมีการบวชเณร มีผู้คนมามากมาย เด็ก ๆ ก็จะส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว คนที่หวังความสงัดก็อาจจะไม่พอใจ    บางช่วงหมู่บ้านหน้าวัดก็มีงานศพ  มีการฉายหนัง หรือเปิดเพลงเสียงดังทั้งคืน ชาวบ้านเขาชอบ แต่พวกเราอาจจะไม่ชอบเพราะว่ามันทำลายความสงบ

หลายคนพออยู่ไป ๆ ก็รู้สึกว่าไม่สงบแล้ว จึงคิดหาสถานที่ใหม่ที่สงบกว่า แต่ถึงจะหาเจอ ในที่สุดก็จะพบว่ามันก็ไม่สงบอย่างที่คิด เพราะเจอเสียงดังรบกวนอีก สุดท้ายต้องหนีไปหาที่ใหม่อีก   นอกจากเสียงดังแล้ว บางครั้งก็ยังมีสิ่งอื่น ๆ รบกวนจิตใจ เช่น คนที่พูดหรือทำอะไรไม่ถูกใจ   ดังนั้นใครก็ตามที่แสวงหาความสงบจากสถานที่ จะสมหวังได้ยาก ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็หนีเสียงดังไม่พ้น แถมยังต้องเจอสิ่งที่กระทบใจ ขัดใจให้ขุ่นมัวอยู่เสมอ

ในสมัยพุทธกาล มีพราหมณีคนหนึ่งร่ำรวยมาก ชื่อว่าเวเทหิกา นางมีความสุขมาก  จิตใจนิ่งสงบ  เธอคิดว่าเป็นเพราะตัวเองปฏิบัติธรรมดี พูดอวดคนนั้นคนนี้ทำนองว่าฉันเก่ง   นางทาสีคนหนึ่งได้ยิน วันหนึ่งจึงอยากทดสอบนาง  แกล้งนอนตื่นสาย   ไม่ลุกมาตักน้ำให้นางเวเทหิกาล้างหน้า พอนางเวเทหิการู้เข้าก็ไม่พอใจ ด่าว่านางทาสีคนนั้นด้วยความโกรธ     นางทาสีจึงได้โอกาสบอกให้นางเวเทหิการู้ว่า  ที่เธอเป็นสุขและใจสงบได้นั้น ไม่ใช่เพราะปฏิบัติธรรมดี แต่เป็นเพราะทุกอย่างรอบตัวเธอราบรื่นหรือถูกใจเธอต่างหาก แต่พอมีอะไรไม่ถูกใจ ไม่สมหวัง ก็ขุ่นมัวขึ้นมาทันที

การที่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราจะเป็นไปอย่างราบรื่นตามใจหวังตลอดเวลานั้นเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เลย แม้แต่อยู่วัดก็อาจเจอสิ่งขัดใจ   ทำให้ว้าวุ่นใจ  มีหลายคนไม่อยากรับผิดชอบงานในวัด อยากอยู่ในกุฏิเฉย ๆ  เพราะกลัวว่าถ้าทำงานแล้วใจจะไม่สงบ  ความคิดแบบนี้ทำให้กลายเป็นคนไม่รับผิดชอบ ไม่เอื้อเฟื้อต่อส่วนรวม และที่สำคัญคือกลายเป็นคนจิตใจอ่อนแอ  เพราะเจออะไรมากระทบนิดหน่อยจิตใจก็เป็นทุกข์แล้ว   ใครก็ตามที่พยายามหนีไปอยู่ในที่ที่สงบสงัด ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เพื่อจะได้มีความสงบสุข  พึงตระหนักว่าความสงบสุขแบบนั้นเป็นสิ่งที่เปราะบางมาก  เพราะอะไรมากระทบก็ไม่ได้   ถ้าพึ่งพาสิ่งแวดล้อมที่สงบอย่างเดียว  จะผิดหวังเพราะของแบบนี้ไม่จิรัง ไม่ยั่งยืน มันเป็นของชั่วคราว

เราต้องเรียนรู้ที่จะเข้าถึงความสงบแบบไม่ต้องอิงอาศัยสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องอาศัยคนอื่นมาปรนนิบัติให้ถูกใจเรา  เราต้องเรียนรู้ที่จะหาความสงบได้ด้วยตัวเอง  ความสงบแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการฝึกใจ  ด้วยการปฏิบัติธรรม เจริญสติ ฝึกสมาธิภาวนา ไม่เช่นนั้นความสุขหรือความสงบที่เกิดขึ้นกับเรา ก็จะหลุดลอยไปจากเราได้ง่าย ๆ เพียงแค่มีคนมาพูดกระทบ ตำหนิ หรือแม้แต่ท้วงติง จิตใจเราก็รุ่มร้อนแล้ว  ถ้าไม่อยากให้จิตใจเรารุ่มร้อนหรือวุ่นวายง่าย ๆ ก็ต้องฝึกใจให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย ๆ มีการวางจิตวางใจที่ถูกต้อง ถ้าเราฝึกจิตฝึกใจจนมั่นคง รู้จักวางใจให้ถูก เราก็จะพบกับความสงบได้ในทุกที่ ทุกสถานการณ์ แม้แต่เวลาเจ็บป่วยก็ยังพบกับความสงบใจได้ ใครพูดอะไรมาใจก็ไม่กระเพื่อม รู้จักปล่อยวางได้ หรือว่าเจอสิ่งไม่สมหวัง งานล้มเหลว ใจก็ไม่ทุกข์

อาจารย์ของอาตมา หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ท่านทำงานเยอะตั้งแต่ยังหนุ่ม ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการสอนธรรมเท่านั้น ท่านยังทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน การช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก การอนุรักษ์ธรรมชาติ ท่านทำมาเป็นเวลาหลายสิบปี เคยมีคนถามว่างานที่ท่านทำนั้นสำเร็จหรือไม่  ท่านก็มักจะตอบว่า “งานที่หลวงพ่อทำล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่  แต่ถึงแม้งานล้มเหลว แต่หลวงพ่อไม่ล้มเหลว"  คือแม้งานของท่านล้มเหลว แต่ท่านก็ยังสงบเย็นอยู่ได้ อย่างนี้เรียกว่าเข้าถึงความสงบที่ใจ เพราะว่าได้ฝึกจิตฝึกใจมาจนกระทั่งวางใจถูก เมื่อวางใจถูก มีอะไรมากระทบใจก็สงบได้

เราควรสัมผัสกับความสงบที่เกิดจากใจ   ไม่ควรหวังพึ่งความสงบจากสิ่งแวดล้อมภายนอก หรือความสงบจากการพูดดีทำดีของคนรอบข้าง เพราะสิ่งเหล่านั้นมันไม่จีรัง หลายคนทำดีแล้วทุกข์ เพราะว่าคนอื่นไม่เห็นความดีของตัว  แถมบางครั้งยังถูกเอาเปรียบอีก มีคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า ไม่อยากทำความดีแล้ว ทำดีแล้วไม่ได้ดีเพราะว่าคนรอบข้างคิดแต่จะรังแก เอาเปรียบ   ที่เขาทุกข์ไม่ใช่เพราะทำดี แต่ทุกข์เพราะคาดหวังความดีจากคนรอบตัวมากไป ถ้าคาดหวังความดีจากคนรอบตัว คาดหวังให้คนอื่นพูดดี ทำดี ก็ยากที่จะพบกับความสงบสุขได้

เราควรปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงความสงบและความสุขที่เกิดจากใจของตัวเอง ใครเขาจะทำไม่ดีหรือพูดไม่ดีกับเรา ใจเราก็ยังนิ่งสงบได้ นี้เป็นความสุขที่เราควรรู้จัก เป็นสุขที่เราควรแสวงหา   เกิดมาทั้งทีหากไม่รู้จักความสุขชนิดนี้ก็น่าเสียดายอย่างยิ่ง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved