หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ > โยมถามพระตอบ ๗
กลับหน้าแรก

โยมถามพระตอบ : ตอนที่ ๗
พระไพศาล วิสาโล

นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ
ฉบับที่ ๑๒ มีนาคม - เมษายน ๒๕๕๙

คำถามที่ 1. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลค่ะ บ้านของโยมนับถือคนทรงเจ้ามาก ที่บ้านเองคุณลุงและคุณป้าก็เข้าทรงด้วยค่ะ โยมสงสัยมาตลอดว่าการทรงเจ้ามีจริงหรือไม่ และควรปฏิบัติอย่างไรหากโยมหมายเดินตามทางที่พระพุทธองค์สอน แต่ใจหนึ่งก็ไม่อยากลบหลู่และไม่อยากทำตัวแปลกแยกกับคนที่บ้านค่ะ น้อมขอพระอาจารย์ช่วยชี้แนะเจ้าค่ะ

ปรากฏการณ์คนทรงเจ้านั้น มีคำอธิบายได้หลายทาง ทางจิตเวชศาสตร์อธิบายว่าเป็นการเปลี่ยนบุคคลิกไปเป็นอีกคนหนึ่งจากแรงผลักดันของจิตไร้สำนึก แต่อีกทางหนึ่งก็อธิบายว่าเป็นเพราะมีจิตอื่นมาเข้าร่าง ประการหลังนั้นอาตมาว่ามีความเป็นไปได้ แม้ยังไม่สามารถยืนยันได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่นั่นเป็นเพราะวิทยาศาสตร์หรือวิทยาการในปัจจุบันยังมีข้อจำกัด ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางจิตได้ทุกเรื่อง อย่างไรก็ตามจากเรื่องราวที่เคยได้ยินมา คนทรงเจ้าบางคนได้ยอมรับว่า หลายครั้ง “เจ้า”ไม่มาเข้าร่าง เขาก็ต้อง “แสดง” ทำทีเหมือนว่ามีเจ้ามาเข้าทรง

อาตมาเชื่อว่า การทรงเจ้าในเวลานี้ ที่เป็นของจริงนั้นมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นการแสดง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเจ้าไม่สามารถมาเข้าได้ตลอดเวลาหรือทั้งวัน บางครั้งเหตุปัจจัยไม่อำนวยให้เจ้ามาเข้าได้ ก็จำเป็นต้องทำทีเหมือนว่ากำลังมีเจ้ามาเข้าร่าง หาไม่ผู้ที่มากราบไหว้จะเสียศรัทธาหรือเกิดปัญหาตามมา ดังนั้นจึงไม่ควรเชื่อคนทรงเจ้าทุกอย่าง ควรใช้หลักกาลามสูตร โดยเฉพาะข้อที่ว่า “อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้”

สำหรับกรณีของคุณ ควรปฏิบัติต่อลุงและป้าดังญาติผู้ใหญ่ แม้คุณไม่เชื่อเรื่องเข้าทรง ก็อย่าให้ความไม่เชื่อดังกล่าวมาบั่นทอนความสัมพันธ์ในฐานะหลานกับลุงและป้า ควรมีความรักความเคารพท่าน อย่ารังเกียจหรือดูถูกท่าน จะว่าไปแล้วการทรงเจ้าของท่านอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังเดือดร้อน ต้องการที่พึ่งทางใจก็ได้ หากท่านไม่ได้ทำเพราะหวังประโยชน์ส่วนตน หรือหลอกลวงผู้อื่น ก็น่าจะยอมรับได้

คำถามที่ 2. มีบางคนบอกว่าการรักษาศีล 5 นั้นถ้าเอาจริงก็ทำได้ทั้งหมดยกเว้นข้อ 4 ในเมื่อทำได้ไม่ครบผลคงไม่บังเกิด จึงพาลไม่รักษาไปเลย ..เราควรจะบอกแก่คนเหล่านั้นอย่างไรดีคะ

ศีลหรือคุณงามความดี ทำน้อยก็ได้ผลดีน้อย ทำมากก็ได้ผลดีมาก รักษาศีลทั้ง ๕ ข้อย่อมเกิดผลดีมากกว่ารักษาเพียง ๔ ข้อ แต่ถึงรักษาได้แค่ ๔ ข้อ ก็ดีกว่าไม่รักษาเลยสักข้อ ดังนั้นแม้รักษาศีลข้อ ๔ ไม่ได้ ก็ควรรักษาอีก ๔ ข้อที่เหลือให้ได้ ความคิดที่ว่าถ้ารักษาศีลข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ก็ไม่ต้องรักษาเลยสักข้อ ไม่ต่างจากคนที่ต้องการสร้างบ้าน มีวัสดุครบเกือบทุกอย่าง ทั้งขื่อคา เสา หลังคา ไม้ฝา พื้น บันได กำแพง ฯลฯ ขาดอย่างเดียวคือประตูรั้ว ก็เลยตัดสินใจไม่สร้างเลย คิดแต่ว่ามีเงินทำประตูรั้วเมื่อไร จึงค่อยสร้างบ้านทั้งหลังเมื่อนั้น ระหว่างนี้ก็นอนในเพิงไปก่อน

คำถามที่ 3. ในขณะเจริญอานาปานสติ เมื่อมีเวทนาเกิดขึ้น แล้วเราก็ไม่สนใจเวทนานั้น เอาจิตจดจ่ออยู่กับการหายใจเข้า - ออก อย่างนี้เรียกว่าหนีเวทนาหรือเปล่าครับ หากมิใช่ การปฏิบัติอย่างไรจึงจัดว่าเป็นการหนีเวทนาครับ

ถ้ารู้ว่ามีเวทนา แต่ไม่สนใจเวทนานั้น ก็ไม่เรียกว่าหนีเวทนา การรู้เวทนาไม่ได้หมายถึงการจดจ่อเฝ้าดูเวทนานั้น แค่รู้ห่าง ๆ หรือ “ชำเลือง”เวทนานั้น โดยจิตกำหนดหรือตั้งอยู่ที่ลมหายใจ ก็ใช้ได้แล้ว อย่างไรก็ตามถ้าตั้งใจจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ เพื่อจะได้ไม่รับรู้เวทนานั้น ก็เรียกว่าหนีเวทนา

การหนีเวทนาอีกวิธีหนึ่งได้แก่การเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อให้ความปวดเมื่อยหายไป กล่าวโดยรวม การหนีเวทนาเกิดขึ้นเมื่อจิตรู้สึกลบต่อเวทนา ไม่ชอบมัน อยากผลักไสกดข่มมัน หรือหนีห่างจากมัน การกระทำใด ๆ ที่เกิดจากท่าทีหรือเจตนาดังกล่าว เรียกว่าหนีเวทนา

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved