หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ >ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
กลับหน้าแรก

ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
พระไพศาล วิสาโล

นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ
ฉบับที่ ๑๒ มีนาคม - เมษายน ๒๕๕๙

ชาวพุทธส่วนใหญ่คงทราบดีว่า ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระองค์ได้ให้โอวาทครั้งสุดท้าย เรียกว่า ปัจฉิมโอวาท ถ้าพูดในแง่ปริมาณ  บทนี้จะตรงข้ามกับปฐมเทศนา ซึ่งมีความยาวประมาณ ๑๐ หน้า แต่ปัจฉิมโอวาทมีแค่ ๒ ประโยค คือ "วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” แปลว่า “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท" สั้น ๆ จำง่าย แต่มีความหมายเตือนใจได้ดี

ปัจฉิมโอวาท ถือว่าเป็นการสั่งเสียครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า คนเราเมื่อจะตาย คำพูดท้าย ๆ จะมีประโยชน์มาก เป็นคำพูดที่ต้องกลั่นออกมาอย่างดี  เพราะไม่มีโอกาสจะพูดอีกแล้ว ฉะนั้นการที่พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องความไม่ประมาทเป็นโอวาทสุดท้าย แสดงว่าในทัศนะของพระองค์ถือว่าเรื่องนี้สำคัญมากทีเดียว

ก่อนหน้านั้นพระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า “รอยเท้าของสัตว์บกทั้งหลายชนิดใด ๆ ก็ตาม ย่อมลงในรอยเท้าช้างได้ทั้งหมด...ฉันใด   กุศลธรรมทั้งหลาย อย่างใด ๆ ก็ตาม ย่อมมีความไม่ประมาทเป็นมูล ประชุมลงในความไม่ประมาทได้ทั้งหมด...ฉันนั้น”  เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความไม่ประมาทเป็นสิ่งสำคัญก็คือ เมื่อใดก็ตามที่เราไม่ประมาทในชีวิต   ตระหนักว่าชีวิตของเราเข้าใกล้ความแตกดับไปทุกขณะ เวลาเหลือน้อยลงทุกที มันก็จะกระตุ้นให้เราหมั่นทำความเพียร  หันมาใคร่ครวญว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิต และลงมือทำสิ่งสำคัญที่สุดก่อน

ข้อความที่ว่า "ท่านทั้งหลาย จงทำประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท" ความไม่ประมาทจะกระตุ้นให้เราเร่งทำประโยชน์ สิ่งที่เป็นประโยชน์มากก็ทำก่อน สิ่งที่เป็นประโยชน์รองลงมาก็ทำถัดไป ประโยชน์สูงสุดคือการพ้นทุกข์  ซึ่งเมื่อพ้นทุกข์แล้วก็นำไปสู่การเกื้อกูลประโยชน์แก่ผู้อื่น สงบเย็นและเป็นประโยชน์เป็นของคู่กัน เมื่อสงบเย็นเพราะไม่มีกิเลสเผา ไม่มีความเห็นแก่ตัวครอบงำ จิตใจก็แผ่กว้าง พร้อมที่จะทำประโยชน์เกื้อกูลผู้อื่นต่อไป เพราะฉะนั้นเราจึงควรทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมอยู่เสมอ

วันไหนก็ตามที่เราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกไม่ประมาทกับชีวิต  วันนั้นจะกลายเป็นวันแรกของชีวิตใหม่ ชีวิตใหม่เริ่มต้นได้เสมอไม่ต้องรอวันเกิด ไม่ต้องรอวันปีใหม่ แต่ละวันสามารถเป็นวันใหม่ได้  ชีวิตใหม่เกิดขึ้นได้เมื่อเราตระหนักถึงความไม่ประมาท ความตระหนักแบบนี้มักจะเกิดหลังจากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง เช่น ป่วยหนัก เจออุบัติเหตุแต่ไม่ตาย หรือเจอคนทำร้ายแต่รอดมาได้ พอคิดถึงความตายก็ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป เมื่อจิตพลิกชีวิตก็เปลี่ยน คนส่วนใหญ่มักต้องมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับตัวเองก่อน จึงจะเกิดความตื่นตัวขึ้นมา

บางคนมีชีวิตที่ราบรื่นมาตลอด แต่วันดีคืนดีเกิดเหตุร้ายขึ้นมา ทำให้ชีวิตหักเหตกต่ำย่ำแย่ เพราะฉะนั้นเราจะประมาทกับชีวิตไม่ได้เลย จะประมาทกับหนทางข้างหน้าไม่ได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้ทุกอย่างจะดูเลิศเลอเพอร์เฟค ก็ไม่ได้แปลว่าว่าวันข้างหน้าจะสดใสเหมือนวันนี้ วันนี้สุขภาพดีก็ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้สุขภาพจะยังดีอยู่ อาจจะล้มป่วยก็ได้ วันนี้เดินเหินไปไหนมาไหนได้ แต่ใช่ว่าพรุ่งนี้จะยังเป็นเช่นเดิม อาจจะเกิดเหตุเส้นเลือดในสมองแตกกลายเป็นอัมพาตก็ได้

เราต้องรู้จักเตรียมตัวเตรียมใจ สิ่งที่จะทำให้เรารับมือกับเหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าเบาหรือหนักได้ คือสติ เพราะถ้าเรามีสติ ก็จะทำให้เราตัดสินใจไม่ผิดพลาด หรือสามารถทำได้ดีกว่านั้นคือ "เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี เปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นโชค" คือนอกจากจะไม่เผลอเป็นทุกข์ และไม่เผลอทำสิ่งที่ย่ำแย่แล้ว เรายังจะได้ประโยชน์จากเหตุร้ายที่เกิดขึ้นด้วย

เวลามีอนิฏฐารมณ์หรือเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเรา มันไม่ได้แปลว่า เราจะต้องแย่เสมอไป ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรานั้น  เราสามารถเลือกได้ว่าจะรับมืออย่างไร จะไปทางไหน จะไปทางต่ำหรือทางสูง จะไปทางแย่หรือไปทางดี เราเลือกได้ทั้งนั้น แต่คนส่วนใหญ่มักปล่อยให้ไถลไปในทางต่ำหรือย่ำแย่  เพราะไม่มีสติ ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ แล้วเหตุร้ายก็ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่  บางทีอาจจะเริ่มต้นจากเหตุเล็ก ๆ แต่ผลกระทบที่ตามมากลับบานปลาย เหมือนปรากฏการณ์สโนว์บอล ตอนแรกก็เป็นแค่หิมะลูกเล็ก ๆ ตกลงมาจากเขา แต่พอกลิ้งไปเรื่อย ๆ ก็มีขนาดใหญ่ขึ้น ๆ จนอาจเท่าปราสาททั้งหลัง ทำให้เกิดความฉิบหายตามมามากมาย

มีเรื่องหนึ่งน่าสนใจให้ข้อคิดที่ดี ผู้ชายคนหนึ่งตื่นเช้าขึ้นมา กินอาหารเช้ากับภรรยาและลูกสาวตัวเล็ก ๆ อายุประมาณ ๑๐ ขวบ ก่อนที่จะไปทำงานและส่งลูกไปโรงเรียน เช้านั้นลูกสาวบังเอิญทำแก้วน้ำตกแตก พ่อไม่พอใจมากจึงต่อว่าลูกอย่างรุนแรง  ลูกร้องไห้ ภรรยาจึงต่อว่าสามี ทำไมพูดกับลูกแรงอย่างนั้น สามีก็สวนกลับ จึงเกิดการทะเลาะกัน พักใหญ่สามีก็นึกขึ้นได้ว่าเลยเวลาไปมากแล้ว  ต้องรีบออกจากบ้าน เพื่อพาลูกไปส่งโรงเรียน  แต่พอออกจากบ้านช้า ก็เจอรถติดอย่างหนัก ผลคือไปส่งลูกสาวสาย ลูกถูกครูลงโทษ ส่วนตัวเองไปถึงที่ทำงานช้า ถูกเจ้านายต่อว่าเพราะมีประชุมใหญ่  พอเข้าประชุมก็นึกได้ว่าลืมเอาเอกสารสำคัญมา  เนื่องจากเมื่อเช้ารีบออกจากบ้าน การประชุมไม่ประสบความสำเร็จ ถูกเจ้านายต่อว่าหนักเข้าไปอีก จึงไม่มีอารมณ์ทำงาน  ตอนบ่าย ๆ เพื่อนมาหยอกล้อ แต่เนื่องจากอารมณ์ไม่ดีจึงด่าเพื่อน มีการทะเลาะกัน เป็นอันว่าบ่ายนั้นทั้งบ่ายทำงานไม่ได้

เมื่อเลิกงานก็ขับรถกลับบ้านด้วยอารมณ์หงุดหงิด ขับไม่ระวังจึงเกิดเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนต้องรอบริษัทประกันภัยมา กว่าจะกลับถึงบ้านก็ค่ำ พอเจอหน้าเมียก็ต่อว่าเมียที่ทำให้เมื่อเช้าออกจากบ้านสาย  เลยเสียงาน ผลก็คือทะเลาะกันอีกรอบ ครั้นลูกเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันก็ร้องไห้ เป็นอันว่าคืนนั้นทั้งคืนไม่มีใครนอนหลับอย่างมีความสุข

ถ้าเรากรอเรื่องนี้กลับไปใหม่ ตอนที่ลูกทำแก้วน้ำแตก ถ้าพ่อมีสติ พอเกิดความไม่พอใจขึ้นมาก็สะกดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้ แล้วคุยกับลูกดี ๆ ลูกก็ไม่ร้องไห้ เมียก็ไม่ทะเลาะด้วย ถึงเวลาจะไปทำงาน ก็ไม่ลืมเก็บเอกสารใส่กระเป๋า  ออกจากบ้านตรงเวลา   ไปส่งลูกที่โรงเรียนก่อน ๘ โมง  ลูกก็ไม่ถูกครูลงโทษ ส่วนตัวเองก็ไปถึงที่ทำงานตามกำหนด ถึงเวลาประชุมก็เตรียมเอกสารมาพร้อม การประชุมจบลงด้วยดี เจ้านายก็ชม เพื่อนมาหยอกล้อก็แซวกลับไปอย่างอารมณ์ดี  ตกเย็นก็ขับรถกลับบ้านอย่างสบายใจ ไม่มีการเฉี่ยวชน กลับถึงบ้านเจอลูกเมียก็พูดคุยยิ้มแย้มแจ่มใส กินข้าวอร่อย ทุกคนเข้านอนอย่างมีความสุข

เรื่องนี้จุดเริ่มต้นอยู่ตรงที่ลูกทำแก้วน้ำตกแตก  แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่ว่าที่พ่อโกรธหรือไม่โกรธ ถ้าพ่อโกรธก็ไปทางหนึ่ง ถ้าพ่อมีสติไม่โกรธก็ไปอีกทางหนึ่ง การตัดสินใจผิดพลาดเพียงเรื่องเดียวสามารถส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ยังดีที่เขาแค่เฉี่ยวชน ไม่ถึงกับบาดเจ็บ พิการ หรือตาย  ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นเรื่องอนาถไปเลย ทั้งหมดนี้เริ่มต้นเพียงแค่ว่าพ่อไม่มีสติ ใช้อารมณ์กับลูก

เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับเรา มันสามารถแยกเป็นสองทางได้เสมอ คือดีหรือร้าย บวกหรือลบ มันจะแยกไปทางดีหรือบวกได้ ก็เพราะมีสติ แต่ถ้าไม่มีสติก็อาจจะแยกไปทางเลวร้ายได้ กรณีหมอวิสุทธิ์นั้นเขาไม่มีสติตอนเกิดเหตุบางอย่าง จึงตัดสินใจผิดพลาด พอผิดพลาดครั้งที่หนึ่ง ก็ปล่อยให้ผิดพลาดครั้งที่สอง แล้วก็ทำสิ่งที่ผิดพลาดตามมาเป็นครั้งที่สามและครั้งที่สี่

ทำไมเขาไม่มีสติ เพราะว่าเขาไม่ได้ฝึกสติ ที่ไม่ได้ฝึกสติก็เพราะไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ใครจะคิดว่าชีวิตต้องมาลงเอยด้วยการเป็นนักโทษประหารเพราะฆ่าเมีย คำให้สัมภาษณ์ของหมอวิสุทธิ์เตือนใจว่าชีวิตเป็นสิ่งไม่แน่นอนเลย อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ แต่ถ้าเรามีสติ รู้จักครองสติก็ช่วยให้เหตุร้ายต่าง ๆ ผ่านไปได้ด้วยดี

ถ้าเรามีความไม่ประมาทในชีวิต เราจะตระหนักว่าการเจริญสติเป็นเรื่องสำคัญมาก มันช่วยให้เราสามารถรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ไม่ว่ามันจะย่ำแย่แค่ไหนก็ตาม นอกจากการมีสติรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ถ้าเรามีปัญญาเห็นความจริงในชีวิต ก็จะทำให้เราสามารถวางใจได้ถูกต้อง เมื่อมีเหตุร้ายผ่านเข้ามาในชีวิต เราก็จะผ่านมันไปได้ด้วยดี แต่ถ้าเราไม่มีสติ ไม่มีปัญญา มันจะไม่ใช่แค่ผ่าน แต่มันจะติดหนึบ แล้วอาจจะผลักเราให้เข้าคุก หรือจมปลักอยู่ในความทุกข์ที่หนักหนาสาหัสได้ แต่ถ้าเรามีสติ รู้จักเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี มีธรรมะเห็นความจริงของชีวิต ปัญหาหนักแค่ไหนใจก็เป็นสุขได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved