หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ >โยมถามพระตอบ ๕
กลับหน้าแรก

โยมถามพระตอบ : ตอนที่ ๕
พระไพศาล วิสาโล

นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ
ฉบับที่ ๑๐ พฤศจิกายน-ธันวาคม ๒๕๕๘

คำถามที่ ๑. กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลครับ ผมมีข้อสงสัยในการปฏิบัติว่า ในการเจริญสติในชีวิตประจำวัน เวลาที่ทำอะไรอยู่เราก็ให้มีสติรู้อยู่กับสิ่งนั้น อย่างนี้เวลาที่เราต้องทำงานที่ใช้ความคิด เวลานั้น เราจะมารู้สึกตัวอย่างไรดีครับ เพราะเวลาที่ต้องใช้ความคิดเรื่องงาน หรือเรื่องต่างๆ ผมสังเกตว่า เวลานั้นผมจะเข้าไปอยู่ในความคิดเต็มที่ ไม่เห็นตัวเองเลยครับ

ตอบ เวลาทำงานที่ต้องใช้ความคิด ก็ควรคิดอย่างมีสติ เมื่อเผลอคิดไปเรื่องอื่น ก็ให้มีสติรู้ทัน พาใจกลับมาคิดในเรื่องที่เป็นปัจจุบัน หรือหากคิดจนเกิดความเครียด ก็ให้รู้ตัวว่ากำลังเครียด จะได้หยุดพักหรือผ่อนคลายกายและใจสักครู่ก่อนจะทำงานต่อ สติยังช่วยให้ไม่หมกมุ่นกับงานจนลืมเวลากินเวลานอนหรือลืมกิจอื่นที่มีนัดหมายเอาไว้ อันที่จริงเวลาทำงานใดก็ตามควรกลับมารับรู้กาย เช่น ลมหายใจเข้าออก เป็นระยะ ๆ ใจจะได้ไม่ถลำเข้าไปในงานจนลืมตัว

คำถามที่ ๒. พี่ชายและเพื่อนของหนูมีมิจฉาทิฏฐิอย่างมากเลยค่ะ พี่ชายไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง ซ้ำยังพูดว่าพระพุทธประวัติทั้งหลายเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของปาฏิหาริย์ต่างๆ ที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม บอกว่าการเกิดมาต่างกันเป็นเรื่องของความบังเอิญ และเสื่อมศรัทธาในพระศาสนาอย่างรุนแรงจากการเห็นข่าวของพระสงฆ์ที่ประพฤติไม่สมควร ไม่ทราบว่า เราจะพูดหรือทำอย่างไรให้คนใกล้ตัวมีสัมมาทิฐฐิได้ หรือหนูควรจะปล่อยไปดีคะ

ตอบ ถึงแม้เขาไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง หรือคิดว่าพุทธประวัติเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่หากเขามีคุณธรรม เชื่อในคุณงามความดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ก็เป็นสิ่งที่คุณน่าจะรับได้ ไม่ควรปริวิตกหรือมองว่าเป็นเรื่องเลวร้าย ท่าที่ที่คุณควรมีต่อเขาคือ มีความเมตตากรุณา อย่ารังเกียจหรือโกรธเคืองเขาที่เขาคิดต่างจากคุณ สนับสนุนและชื่นชมยินดีเมื่อเขาทำความดี เมตตากรุณาและความสงบเย็นมั่นคงของคุณจะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณค่าของพุทธศาสนาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การโต้เถียงกับเขาจนหัวเสียหรือโกรธเคืองเขา หากว่าในวันข้างหน้าเขาประสบทุกข์ หาทางออกไม่เจอ ก็อย่านิ่งดูดาย ก็ควรแนะนำให้เขารู้จักวิธีแก้ทุกข์ตามแนวทางของพุทธศาสนา เช่น การทำสมาธิ หากเขาสนใจและปฏิบัติตามจนเห็นผล ศรัทธาในพุทธศาสนาหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าก็จะบังเกิดแก่เขาเอง

จะว่าไปแล้วมองในแง่ของพุทธศาสนา การเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับการทำความดีหรือการมีคุณธรรมประจำใจ รวมถึงการเข้าใจสัจธรรมของชีวิต แทนที่คุณจะพยายามโน้มน้าวให้เขาเชื่อในพุทธประวัติ จะดีกว่าหากคุณชักชวนให้เขาลองปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ หากเขาลองปฏิบัติดูในที่สุดก็จะเห็นได้เองว่าพระธรรมนั้นมีคุณค่า สามารถแก้ทุกข์ หรือช่วยให้จิตใจเป็นสุข ชีวิตมีความเจริญงอกงาม ถึงตอนนั้นเขาก็จะเกิดศรัทธาในพระพุทธองค์ไปเอง

คำถามที่ ๓. เมื่อก่อนผมเป็นคนเกเร และคบเพื่อนเกเรอยู่มาก ตอนนี้พอผมหันมาปฏิบัติธรรม จึงถูกเพื่อนๆ ในกลุ่มแอนตี้ เวลาชวนมาปฏิบัติธรรมก็ถูกด่า จะคล้อยตามก็ไม่สมควร จะเลิกคบก็เสียดายมิตรภาพ ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ กราบขอพระอาจารย์เมตตาชี้แนะครับ

ตอบ หากเพื่อนของคุณยังไม่สนใจการปฏิบัติธรรม คุณก็อย่าเพิ่งชวนเขา ควรทำแต่ผู้เดียวไปก่อน ขณะเดียวกันก็อย่าหวั่นไหวกับคำต่อว่าของเขา ให้ถือว่าคำพูดดังกล่าวเป็นการบ้านที่ช่วยฝึกใจของคุณให้เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวไปกับโลกธรรม (สรรเสริญ หรือนินทา) แม้ว่าความตั้งใจใฝ่ธรรมของคุณจะทำให้เหินห่างจากเพื่อนไปบ้าง ก็อย่าเสียใจ ขอให้ตระหนักว่ามิตรภาพที่แท้จริงนั้นไม่ได้เกิดจากการเฮโลทำอะไรเหมือน ๆ กัน (โดยเฉพาะทำชั่วเหมือนกัน) แต่เกิดจากความจริงใจ ซื่อตรงและความปรารถนาดีต่อกัน ตราบใดที่คุณยังมีความจริงใจ ซื่อตรง และปรารถนาดีต่อเพื่อน เพื่อนที่แท้จริงย่อมมองเห็นและนับถือคุณเป็นเพื่อนต่อไป รวมทั้งพร้อมให้อิสระแก่คุณในการทำสิ่งที่คุณเห็นว่าสำคัญ

จำเพาะเพื่อนเทียมเท่านั้นที่ไม่เห็นความสำคัญของความจริงใจ ซื่อตรง และปรารถนาดีที่คุณมีต่อเขา ในกรณีเช่นนั้นหากเขาจะทำตัวเหินห่างจากคุณหรือถึงกับเลิกคบคุณไป ก็นับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับคุณ อย่าลืมว่า มงคลสูงสุดข้อแรกที่พระพุทธเจ้าทรงสอนก็คือ การไม่คบคนพาล หากมีเพื่อนที่เป็นพาลชน ก็อย่าคบเลย อยู่คนเดียวยังจะดีเสียกว่า ขอให้ระลึกว่าแม้ไม่มีใครเลย คุณก็ยังมีเพื่อนอยู่ นั่นคือตัวคุณ ถ้าคุณรู้จักเป็นมิตรกับตัวเองแล้ว อยู่ที่ไหนก็ไม่เหงา ทำอะไรก็มีความสุขอยู่เสมอ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved