ปุจฉา-วิสัชนา > ต้องทุกข์ทนบ้านแตก เพราะพ่อมีภรรยาน้อย
กลับหน้าแรก

ต้องทุกข์ทนบ้านแตก เพราะพ่อมีภรรยาน้อย

โดย พระไพศาล วิสาโล
วันที่ 18 เมษายน 2013
จากหน้า พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo

ปุจฉา วิสัชนา

กราบเรียนถามพระอาจารย์ ดิฉันเป็นคนสร้างอีเมล์ส่วนตัวให้คุณพ่อเลยรู้รหัสผ่าน และเมื่อสามปีที่แล้วขณะที่ดิฉันยังทำงานอยู่ที่ต่างประเทศนั้น ดิฉันจับได้ว่าคุณพ่อมีภรรยาน้อย โดยดิฉันใช้รหัสผ่านของคุณพ่อ login ใน MSN พบว่าคุณพ่อกำลังคุยกับผู้หญิงอีกคนอยู่ ดิฉันไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี จึงคัดลอกข้อความนั้นส่งให้คุณแม่ (คุณพ่อกับคุณแม่เป็นข้าราชการค่ะ ส่วนผู้หญิงคนนั้นกับสามีของเค้าก็เป็นข้าราชการทั้งหมดสอนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกันค่ะ ผู้หญิงคนนั้นกับสามีก็มีลูกด้วยกันสองคน)

จากนั้นคุณพ่อ คุณแม่และผู้หญิงคนนั้นได้มาคุยกัน และทั้งคู่รับปากว่าจะเลิกคบกัน คุณแม่ทนมาสามปี หวังว่าทั้งคู่จะเลิกคบกันตามที่สัญญาเอาไว้ แต่มันไม่ใช่ ทั้งคู่ยังคบกันอยู่ คุณพ่อซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน กลับให้อำนาจเค้ามากกว่าเดิม ทำให้เค้ามาด่าว่า แกล้งคุณแม่ของข้าพเจ้าสารพัด และมีครูอีกหลายคนในโรงเรียนที่ยอมเข้าข้างผู้หญิงคนนั้น เพราะผู้หญิงคนนั้นมีอำนาจในโรงเรียนในการพิจารณาเลื่อนขั้น และหลายคนก็เป็นลูกหนี้ของผู้หญิงคนนั้น (ผู้หญิงคนนั้นเงินเยอะ ปล่อยเงินกู้ มีเรื่องกับชาวบ้านในหมู่บ้านหลายคน และจะเอาเงินฟาดตลอด)

ผู้หญิงคนนั้นจะบอกให้คุณพ่อของข้าพเจ้าปลดใครออกจากตำแหน่งในโรงเรียนก็ได้ ซึ่งคุณแม่และครูเก่าแก่ที่โรงเรียนก็โดนปลดออกจากตำแหน่งกันทั่วหน้า ปลดกลางอากาศ ไม่รู้ตัวล่วงหน้า แล้วผู้หญิงคนนั้นจะให้คุณพ่อแต่งตั้งครูที่เข้าข้างตัวเองมาอยู่แทนตำแหน่งนั้นๆ เหมือนสร้างเครือข่ายให้ตัวเอง

ตลอดสามปีที่ผ่านมาหลังจากที่จับได้ว่าคุณพ่อมีภรรยาน้อย คุณแม่ก็เจอเหตุการณ์นี้มาตลอดคือ คุณพ่อให้อำนาจเค้า แล้วเค้าและเพื่อนๆ ก็ใช้อำนาจในทางที่ผิดๆ คุณแม่โดนกลั่นแกล้งสารพัด

เมื่อปีที่แล้วดิฉันตัดสินใจลาออกจากงานที่ต่างประเทศกลับมาอยู่ที่บ้าน ซึ่งตอนนั้นคุณแม่เกิดอาการของโรคซึมเศร้าหดหู่ ตอนแรกดิฉันก็ไม่ทราบว่าคุณแม่เป็นโรคนี้เพราะเราไม่มีประสบการณ์ คุณแม่กระสับกระส่าย สมาธิสั้นลง

ดิฉันพยายามเอาธรรมะ มาบำบัดคุณแม่ แต่คุณแม่คงสะสมโรคนี้มานานแล้ว ณ เวลานั้นธรรมะก็เอาไว้ไม่ทัน อยู่มาวันหนึ่งคุณแม่วิ่งลงมาจากบ้าน จะเอาสายไฟผูกคอตาย พอแม่รู้สึกตัวรีบวางสายไฟ ร้องไห้ โชคดีที่ดิฉันและเพื่อนอยู่ที่บ้าน เพื่อนมีสติ พยายามจูงจิตคุณแม่ออกมาจากการคิดฆ่าตัวตาย ถึงตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ว่าแม่เป็นอะไร แต่ก็พยายามอยู่ใกล้ๆไม่ให้ห่างสายตา คุณแม่ได้มีโอกาสคุยกับคุณลุง คุณลุงจึงแนะนำให้คุณแม่ไปพบจิตแพทย์

สรุปคุณแม่เป็นโรคซึมเศร้า เพราะไปโรงเรียนทุกวันคุณแม่ก็จะถูกครูกลุ่มนี้แกล้ง และอื่นๆอีกหลายอย่าง ซึ่งบอกคุณพ่อแล้วก็ไม่สามารถช่วยอะไรคุณแม่ได้เลย ดิฉันบอกให้คุณแม่หย่ากับคุณพ่อ แต่คุณแม่ก็รักและผูกพันธ์กับคุณพ่อมาก แต่งงานกันมาเกือบสี่สิบปี คุณแม่ยึดติดกับคุณพ่อมาก ตั้งแต่เล็กคุณแม่ก็ดูแลคุณพ่อราวกับว่าตัวเองเป็นนางทาส จนสุดท้ายเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีชาวบ้านที่ทนไม่ไหวกับพฤติกรรมนี้ ได้ทำใบปลิวออกมาประท้วง ทำให้ทางผู้อำนวยการเขตการศึกษาได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบข้อเท็จจริง (จริงๆ คุณแม่เคยเข้าไปปรึกษาปัญหานี้กับผู้อำนวจการเขตการศึกษาแล้ว ผู้อำนวยการเขตการศึกษาได้บอกให้คุณแม่ไปพบพระอาจารย์รูปหนึ่งและรดน้ำมนต์) เมื่อเจ้าหน้าที่ทางเขตเข้ามาตรวจสอบ คุณพ่อยอมรับว่ามีภรรยาน้อยเป็นครูในโรงเรียนจริง เนื่องจากว่าคุณพ่อก็พอจะมีผลงานและความดีอยู่บ้าง ทางเขตจึงตัดสินให้ทำสำนวนให้อ่อนลง เป็นเพียงแค่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในโรงเรียน และให้ทั้งสามคนย้ายออกไป รวมถึงคุณแม่ของดิฉันด้วย ซึ่งจริงๆแล้วผลควรจะเป็นผิดทางวินัยแล้วคุณพ่อและผู้หญิงคนนั้นต้องออกจากราชการ เมื่อเขตสรุปมาอย่างนี้แล้ว ทั้งสามคนก็ต้องย้าย แต่คนกลุ่มนั้นก็ยังไม่จบยังไม่จบยังว่าคุณแม่อยู่ มาโพสว่าคุณแม่สาระพัดในเฟสบุค (จริงๆไม่ได้ออกชื่อหรอกค่ะ แต่อ่านดูก็รู้ว่าเค้าว่าใคร)

หลังจากที่คุณพ่อหย่ากับคุณแม่แล้วก็ย้ายออกไปอยู่บ้านสวน และก็มีผู้หญิงคนนั้นไปหาบ้าง ไปนอนด้วยบ้าง ไปเที่ยว ไปซื้อของด้วยกันบ้าง ดิฉันเคยโทรไปคุยกับสามีของผู้หญิงคนนั้นแต่เค้าไม่เชื่อ และเค้าบอกกับคนอื่นว่าภรรยาของเค้าถูกใส่ร้าย

ดิฉันเขียนมาซะเยอะเลย เพราะยังรักษาใจตัวเองได้ไม่ทั้งหมด อยากจะพูด อยากจะระบายให้ใครฟังบ้าง แต่เรื่องแบบนี้มันก็ไม่สามารถที่จะเล่าให้ใครฟังได้ง่ายๆ มันเหมือนระรอกคลื่น บางครั้งก็ทำใจได้ บางครั้งก็โกรธ เกลียด แค้น สาระพัด เวลาโกรธดิฉันก็จะพยายามบอกตัวเองว่า ดีแล้วที่มีคนมาดูแลคุณพ่อแทนเรา เราสบายขึ้นตั้งเยอะเลย ไม่ต้องเหนื่อย หรือบางครั้งที่ดิฉันโมโหเพราะผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมจบเรื่องนี้ซะที ดิฉันก็จะบอกตัวเองว่า ปล่อยเค้าไปเดี๋ยวก็ตายกันแล้ว ไม่รู้จะแย่งชิงกันไปทำไม

1. ดิฉันบาปไหมค่ะ ที่เมื่อตอนทราบเรื่องดิฉันบอกเรื่องนี้กับคุณแม่และคัดลอกข้อความใน MSN มาให้คุณแม่อ่าน ดิฉันเกรงว่าสิ่งที่ดิฉันทำลงไปนี้มันผิดต่อบิดาจะส่งผลให้ดิฉันไม่มีโอกาสได้บรรลุธรรมะหรือเป็นสิ่งขวางกั้นไม่ให้บรรลุธรรม

2. ดิฉันบาปไหมค่ะ ที่ดิฉันไม่ได้เข้าไปดูแลคุณพ่อที่บ้านสวนเลย เพราะดิฉันไม่อยากเจอ ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากเห็น ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นก็เข้าออกที่นั่นเป็นประจำ เข้าไปจัดแจงทุกอย่าง เอารูปของคุณแม่ หรือของใช้ของคุณแม่ทิ้ง (จริงๆ ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นลูกศิษย์ของคุณแม่ และอายุมากกว่าดิฉันเพียง 9 ปี) ดิฉันถือว่าเป็นลูกเนรคุณไหมค่ะ

3. บางครั้งดิฉันก็รู้สึกโกรธ ขยะแขยง อยากจะไปฟ้องศาลให้ผู้หญิงคนนี้ผิดทางวินัย เพราะอยากให้เค้าเลิกว่าร้ายหรือทำให้คุณแม่เสียหายซะที เพราะคุณแม่ก็ยอมหย่าจากคุณพ่อแล้ว เค้าได้คุณพ่อไปแล้ว ดิฉันจะบาปไหมค่ะถ้าดิฉันเอาความจริงมาเปิดเผย แล้วส่งผลทำให้เค้าผิดทางวินัย นั่นหมายความว่าคุณพ่อของดิฉันก็ต้องผิดทางวินัยไปด้วย

๑. คุณคงมีความปรารถนาดีต่อคุณพ่อ จึงคัดข้อความใน MSN ของคุณพ่อให้คุณแม่อ่าน แต่ถึงแม้คุณจะทำเช่นนั้นด้วยความผิดหวังหรือไม่พอใจในตัวคุณพ่อ ก็เป็นธรรมดาของคนที่เป็นลูก อีกทั้งมิใช่เป็นบาปหนักชนิดที่ขวางกันไม่ให้คุณบรรลุธรรม บาปหนักชนิดนั้นเรียกว่าอนันตริยกรรม ซึ่งได้แก่การฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้า และการทำให้สงฆ์แตกแยก

๒. คุณไม่ได้ไปดูแลคุณพ่อที่สวน เพราะไม่อยากพบผู้หญิงคนนั้น มิใช่เพราะเกลียดชัง คิดร้าย หรือไม่สำนึกในบุญคุณของท่าน จึงไม่อาจเรียกได้ว่า เป็นการเนรคุณท่าน อีกทั้งท่านก็ยังช่วยตัวเองได้ ตรงข้ามถ้าหากท่านป่วย ต้องการความช่วยเหลือ แต่คุณกลับไม่ไยดีในตัวท่าน จึงจะเรียกได้ว่าเนรคุณ
อย่างไรก็ตามคุณควรจะติดต่อกับท่านบ้าง ทางโทรศัพท์ก็ยังดี หาไม่จะเกิดความเข้าใจผิดกัน หรือทำให้คุณเองไม่สบายใจ

๓. ถ้าคุณกลั่นแกล้งผู้หญิงคนนั้น เช่น เขียนบัตรสนเท่ห์ ใส่ร้าย อย่างนี้ต่างหากเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ถือว่าเป็นบาปได้ แต่หากคุณฟ้องศาล อันเป็นกระบวนการที่พยายามให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เธอมีโอกาสแก้ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่ การกระทำของคุณย่อมไม่เรียกว่าเป็นบาป แม้ต่อมาเธอจะถูกศาลสั่งลงโทษ นั่นก็เป็นเพราะการกระทำของเธอเอง พูดไม่ได้ว่าคุณทำร้ายเธอ เธอต่างหากที่ทำตัวเอง จึงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น ๆ อันนี้ก็ไม่ต่างจากการที่พระ ก.โจทก์ฟ้องพระข.ว่าต้องอาบัติ ซึ่งต่อมาพระข.ถูกปรับอาบัติหรือถูกลงโทษ ในกรณีนี้ถือว่าพระก.ทำถูกต้องแล้วเพื่อรักษาพระวินัย พูดไม่ได้ว่าพระก.ทำบาป แม้พระข.อาจถึงขั้นถูกสึก ก็ถือว่าถูกพระวินัยลงโทษ ไม่เกี่ยวกับพระก.แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามหากคุณทำด้วยความโกรธ อยากแก้แค้นเธอ จิตของคุณในสภาวะเช่นนั้นย่อมเป็นอกุศล จะเรียกว่าบาปก็ได้ มีแต่จะทำให้คุณเป็นทุกข์ ถ้าจะทำก็ควรทำเพื่อรักษาความถูกต้อง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่น แต่ถ้าจะทำเพื่อปกป้องตนเองและคนที่คุณรัก ก็มิใช่เรื่องเสียหาย ขอเพียงแต่วางใจให้ถูกต้องดังที่กล่าวมา

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved