ปุจฉา-วิสัชนา > แก้อคติต่อผู้ร่วมงานอย่างไร
กลับหน้าแรก

แก้อคติต่อผู้ร่วมงานอย่างไร

โดย พระไพศาล วิสาโล
วันที่ 6 มกราคม 2013
จากหน้า พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo

ปุจฉา วิสัชนา

พระอาจารย์เจ้าคะ ดิฉันอยากปรึกษาเกี่ยวกับว่า เราจะแก้ใจไม่ให้มีอคติได้อย่างไรเจ้าคะ ดิฉันเคยปฏิบัติธรรมมาบ้าง ความโกรธ ความริษยา ดิฉันดูเหมือนรู้ทันเป็นบางคราวและข้ามได้บ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าตนเองกำลังมีอคติคะ

เดิมดิฉันทำงานอยู่ที่แห่งหนึ่ง ก็ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับและไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากอ่อนด้วยประสบการณ์ จนต้องย้าย และปัจจุบันดิฉันได้ย้ายมาทำงานที่ใหม่ และศึกษาเพิ่มเติมในระดับปริญญาเอก จึงได้รับมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยงระดับเขตและต้องพัฒนาที่ทำงานเดิม และอีกหลาย ๆ ที่ในจังหวัดและเขต อีกทั้งต้องช่วยด้านวิชาการและพัฒนาให้หน่วยงานนั้นผ่านเกณฑ์มาตรฐานการประเมินคุณภาพ

แต่ดิฉันกลับไม่อยากช่วยที่ทำงานเดิมที่เคยอยู่ เนื่องจากรู้สึกว่าคนที่นั่นไม่น่ารัก และไม่ชอบดิฉัน ในขณะที่อื่นๆ ค่อนข้างยอมรับและดิฉันยอมทุ่มเท ช่วยเต็มที่ ดิฉันจึงคิดว่าดิฉันมีอคติกับที่ทำงานเดิม ดิฉันจะทำอย่างไรให้อคติหายไป และอยากช่วยหรือทำงานร่วมกับที่เดิมได้ อย่างไม่ระคายเคืองใจ ใจจริงไม่อยากกลับไปข้องไปเกี่ยวไปเจอ แต่เหมือนธรรมะจัดสรรให้ต้องกลับไปพัฒนาเกื้อหนุนที่เดิม

ดิฉันก็พยายามทำตามหน้าที่แต่ปรากฏว่างานออกมาไม่ดีนัก เพราะดิฉันมีอคติ เนื่องจากเขาเคยทำไม่ดีกับเราไว้ อาจจะมีส่วนดีคือเพราะเขาทำไม่ดีเราจึงย้ายและพัฒนาตนเองและไปทำงานในหน่วยงานที่ใหญ่ขึ้น สรุปก็คือ ทำอย่างไรจะเลิกอคติและทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเขาได้เหมือนกับช่วยที่อื่นๆ เจ้าคะ

คุณควรใช้โอกาสนี้ในการพิสูจน์หรือแสดงฝีมือให้คนในหน่วยงานเดิมเห็นว่า คุณไม่ใช่คนด้อยประสบการณ์อย่างที่เขาเข้าใจ หากคุณทำงานอย่างไม่จริงจัง ไม่ทุ่มเท ก็เท่ากับตอกย้ำความเชื่อเดิม ๆ ของเขา การที่ผลงานของคุณที่นั่นออกมาไม่ดีนัก คุณเองก็ยอมรับว่าเป็นเพราะอคติของคุณ ไม่ใช่เป็นเพราะเขาไม่ร่วมมือกับคุณ ดังนั้นหากคุณปล่อยวางอคตินั้นลงบ้าง และทำงานอย่างทุ่มเท เชื่อแน่ว่าผลงานจะออกมาดี และทำให้เขายอมรับคุณในที่สุด

อันที่จริง ขึ้นชื่อว่า “หน้าที่”แล้ว เราควรทำให้ดีที่สุด ไม่เลือกว่าทำกับใครก็ตาม นี้เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง (ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนว่า ความหมายหนึ่งของ “ธรรมะ” คือ “หน้าที่”)

แม้ไม่มองในทางธรรม หากมองในทางโลก สิ่งที่คุณทำนั้นจัดว่าเป็น “วิชาชีพ” อย่างหนึ่ง คนที่เป็น “มืออาชีพ” (professional)นั้น จะมุ่งทำงานของตนอย่างเต็มที่ โดยไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง จะชอบจะรักใครนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด แม้แต่นักกีฬาอาชีพ ก็ต้องเล่นเต็มที่ และรู้จักสะกดอารมณ์ ใครที่เล่นเหยาะแหยะ หรือคุมอารมณ์ไม่ได้ ถึงกับชกต่อยคู่แข่ง ถือว่า ไม่ใช่ “มืออาชีพ”

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved