ปุจฉา-วิสัชนา > ความสัมพันธ์ > ทำไมจึงเมตตาลูกไม่ได้
กลับหน้าแรก

ทำไมจึงเมตตาลูกไม่ได้

โดย พระไพศาล วิสาโล
วันที่ 24 สิงหาคม 2012
จากหน้า พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo

ปุจฉา วิสัชนา

กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพอย่างสูง

โยมได้ฟังข้อธรรมจากพระอาจารย์แล้วจิตใจโปร่งโลงสบายและเข้าในธรรมโดยผ่านคำสอนของพระอาจารย์โยมมากขึ้น ขอบพระคุณพระอาจารย์มากคะและโยมเองได้ฝึกปฏิบัติธรรมตามแนวหลวงพ่อเทียนมาได้ 6 เดือนกว่าแล้วผลทำให้จิตใจเบาโล่งขึ้น แต่ยังไม่สามารถเอาชนะความโกรธหงุดหงิดได้ บางครั้งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็โกรธเป็นเรื่องใหญ่โดยเฉพาะกับลูก ๆ ที่โยมรัก โยมรักพวกเขามากกว่าตัวเองเสียอีก แต่ทำไมโยมเอาชนะความโมโหที่มีต่อลูกไม่ได้ จึงมีคำถามรบกวนพระอาจารย์ดังนี้

1. ทำไมโยมถึงไม่สามารถเมตตากับลูกที่โยมรักได้คะ รู้สึกแย่มากที่แสดงอาการที่ไม่ดี ยิ่งได้เจริญสติก็ยิ่งเห็นความไม่ดี จะทำอย่างไรให้เมตตากับลูก ๆ ได้อย่างแท้จริงหรือข้อธรรมใดให้สติแก่โยมบางไหมค่ะ

2. ตอนนี้โยมได้มีครอบครัวอยู่ต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมได้อย่างจริงจังได้ อยากให้พระอาจารย์ช่วยชี้แนะแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อให้พ้นจากทุกข์ที่มีอยู่

3. เดิมทีโยมเป็นคนชอบธรรมะมากจนขอพ่อแม่ไปบวชชีได้แต่พ่อไม่เห็นด้วยที่จะบวชตลอดไป พ่อให้เหตุผลว่าต้องเข้าใจความทุกข์ทางโลกดีเสียก่อนถ้ามีครอบครัวแล้วบวชก็ไม่เป็นไรโยมได้ทำตามที่พ่อบอก ก็จริงอย่างที่พ่อพูดโยมรู้จักทุกข์มากกว่าแต่ก่อน เพราะภาระที่มีต่อครอบครัว ทำอย่างไรให้โยมทำใจกับหน้าที่ที่ทำอย่างสงบและไม่ทุกข๎ ลดความขัดแย้งภายในใจที้ต้องการละทางโลกกับภาวะที่เป็นจริงได้

ปัญหาของคุณคือมีเมตตาหรือรักลูกมากเกินไป หาใช่ขาดเมตตาต่อลูกไม่ เป็นเพราะคุณรักลูกมากจึงยึดมั่นถือมั่นอยากให้ลูกดีอย่างที่คุณต้องการ แต่เมื่อลูกไม่เป็นไปดังใจหวัง คุณจึงไม่พอใจ บ่อยเข้าก็กลายเป็นความโกรธ จะว่าไปแล้ว สิ่งที่คุณขาดไปก็คือ "อุเบกขา" ต่างหาก หากลูกไม่เป็นดั่งใจควรทำใจเสียบ้าง อย่าจ้ำจี้จ้ำไชหรือบังคับเขามากนัก ควรให้โอกาสเขาเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง หรือได้เป็นตัวเองบ้าง ขณะเดียวกันก็คอยระมัดระวังอย่าให้เมตตาของคุณ กลายเป็นสิเนหะ อย่างหลังนั้นเป็นความรักที่มุ่งตอบสนองกิเลสของตน ไม่ใช่เป็นความรักที่บริสุทธิ์ใจ

การพยายามทำให้ลูกเป็นไปดั่งใจตนนั้น จะว่าไปก็คือการทำด้วยความยึดมั่นในตัวกูของกูนั่นเอง คือ ยึดมั่นว่าเขาเป็น “ลูกของกู” และต้องเป็นตาม “ความคิดของกู” ดังนั้นเวลามีปฏิสัมพันธ์กับลูก จึงควรมีสติเท่าทัน “ตัวกูของกู”ที่คอยผุดขึ้นมา ขณะเดียวกันก็ให้นึกถึงความรู้สึกของลูกบ้าง อย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอย่างเดียว

การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องเข้าคอร์สก็ได้ อยู่ที่บ้านก็ปฏิบัติธรรมได้ด้วยการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าทำอะไร ก็มีสติอยู่กับสิ่งที่ทำ มีหลักง่าย ๆ ว่า “ตัวอยู่ไหน ใจอยู่นั่น” อาบน้ำ ถูฟัน กินข้าว ทำครัว ใจก็อยู่กับการกระทำนั้น ๆ ไม่ควรปล่อยใจไปคิดเรื่องต่าง ๆ สารพัด หากรู้ว่าเผลอไปคิด ส่งจิตออกนอก ก็พาจิตกลับมาอยู่กับการงานนั้น ๆ เรียกว่าให้จิตกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว จะมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น ทำอะไรก็รู้ตัว เผลอคิดฟุ้งก็รู้ พูดง่าย ๆ ก็คือ “รู้กายเคลื่อนไหว รู้ใจคิดนึก” โกรธก็รู้ หงุดหงิดก็รู้ รู้เฉย ๆ โดยไม่ต้องกดข่มมัน ดีใจก็รู้เช่นกัน โดยไม่ลืมตัวไปกับความดีใจนั้น

ถ้าวางใจอย่างนี้ได้ การทำงานที่บ้านก็เป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว ซึ่งช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง มั่นคง สงบเย็น ปล่อยวางอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ และสามารถรับมือกับภาระและสิ่งที่มากระทบได้ดีขึ้น อยู่กับลูกและสามี ก็จะมีความทุกข์น้อยลง เป็นสุขมากขึ้น

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved