ปุจฉา-วิสัชนา > ไวต่อความทุกข์เพราะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอย่างหนัก
กลับหน้าแรก

ไวต่อความทุกข์เพราะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอย่างหนัก

โดย พระไพศาล วิสาโล
วันที่ 20 กรกฎาคม 2012
จากหน้า พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo

ปุจฉา วิสัชนา

กราบนมัสการเจ้าค่ะ ก่อนอื่นคงต้องกราบเรียนหลวงพ่อตรงๆ นะเจ้าคะว่าดิฉันได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่ามีอาการป่วยทางจิตจากโรคซึมเศร้า (Major Depression Disorder) จากความแปรปรวนของสารเคมีในสมอง ส่งผลให้ดิฉัน "ไวต่อความทุกข์" กล่าวคือ ทุกข์ง่าย ทุกข์หนัก และทุกข์นานกว่าคนปกติ ที่แย่ยิ่งกว่านั้น คือ หลายครั้งดิฉันก็เกิดความทุกข์ขึ้นมาเฉยๆ โดยไม่มีสาเหตุ บางครั้งก็รู้สึกถึงขั้นที่ว่าอยากจบชีวิตของตัวเอง

จากปัญหาที่ว่านี้ ดิฉันจึงใคร่ขอเรียนถามหลวงพ่อว่า

๑) เวลาที่เกิด "อารมณ์เศร้า" ขึ้นในใจ ดิฉันจะใช้วิธีกำหนดรู้ และบอกตัวเองว่า...สุขทุกข์ล้วนไม่เที่ยง เดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่หลายๆ ครั้งดิฉันก็รู้สึกทุกข์มากและเศร้าหนักจนเกินกำลังจะจัดการได้ แล้วก็ต้องจ่อมจมอยู่ในความทุกข์จนกระทั่งมันหายไปเอง เวลาที่เป็นแบบนี้ดิฉันจะทรมานมาก ในกรณีเช่นนี้ดิฉันควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ ดิฉันกลัวว่าถ้าพบความทุกข์ร้ายแรงมากๆ ตัวเองจะเผลอสติทำลายชีวิตตัวเองเจ้าค่ะ

๒) จากกระบวนการวิเคราะห์โดยจิตแพทย์ พบว่าสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ดิฉันป่วย คือ"ปมขาดความรัก-ปมต้องการความรัก" ดิฉันควรทำอย่างไรดีเจ้าคะจึงจะ "ก้าวข้าม"ปมที่ว่านี้ได้อย่างถาวร ไม่ต้องทำร้ายตัวเอง และปล่อยให้คนอื่นๆ ทำร้ายดิฉันเพราะมีความรักเป็นเหตุอย่างทุกวันนี้

๓) ถ้าดิฉันพยายามเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคซึมเศร้า และช่วยเหลือคนที่มีปัญหาทางใจ หลวงพ่อว่าการกระทำเหล่านี้จะเป็น "กรรมดี" ที่ส่งผลให้ดิฉันหายจากโรคนี้ไหมเจ้าคะ

๔) ถ้าชาตินี้ดิฉันต้องป่วยไปตลอด จะกลายเป็นเหตุปัจจัยให้ดิฉันต้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้า หรือมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ในชาติหน้าอีกไหมเจ้าคะ

สุดท้ายนี้ดิฉันขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูงที่จะได้ชี้ทางสว่างให้ผู้ป่วยทางจิตเวชอย่างดิฉันเจ้าค่ะ
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพยิ่ง

อาตมารู้จักคนที่เป็นโรคซึมเศร้าหลายคน ที่เป็นผลจากความแปรปรวนของสารเคมีในสมอง โดยมีปมขาดความรักเป็นสาเหตุหรือปัจจัยหลัก ปัจจุบันเขาเหล่านั้นมีอาการดีขึ้น ใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีความสุขตามสมควร ทีแรกก็พึ่งยาเป็นหลัก แต่ตอนหลังก็ใช้น้อยมากหรือเลิกกินยาไปเลย ทั้งนี้เพราะสามารถจัดการกับอารมณ์ซึมเศร้าของตนเองได้ โดยอาศัยสมาธิภาวนาหรือการเจริญสติ

ที่คุณถามมาในข้อ ๑ นั้นอาตมาคิดว่า เพียงแต่ “รู้”เฉย ๆ ว่ามีความเศร้าเกิดขึ้นก็พอ ไม่จำเป็นต้องบอกตัวเองว่า เดี๋ยวมันก็หายไป เพราะนั่นเป็นการใช้ “ความคิด”แล้ว แค่ใช้ “สติ”หรือใจไปรับรู้อารมณ์นั้น ด้วยความรู้สึกที่เป็นกลางก็พอ คือ ไม่ยินร้ายกับมันหรืออยากผลักไสให้มันหายไป เพราะถ้าไปยินร้ายกับมัน ก็จะไปกด ข่ม หรือผลักไสมันโดยไม่รู้ตัว นอกจากจะทำให้คุณทุกข์เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มกำลังหรือต่ออายุให้แก่อารมณ์เศร้า ทำให้มันอยู่ได้ยาวนานขึ้น แต่หากคุณจะบอกตัวเองเช่นนั้น (ว่าเดี๋ยวมันก็หายไป) ก็ทำแค่ไม่กี่ครั้งก็พอ ไม่ต้องพูดย้ำกับตัวเองบ่อย ๆ

อาตมาเชื่อว่าคุณไม่ได้ขาดความรัก เป็นแต่ความรักที่คุณได้มานั้น คุณรู้สึกว่ายังไม่มากพอ ทำให้คุณอยากได้อีก แต่เป็นธรรมดาที่ว่า ยิ่งอยากได้มากเท่าไหร่ ก็จะรู้สึกว่าที่ได้มานั้นน้อยเกินไปไม่สมอยากหรือไม่เป็นดังใจหวัง ใจจึงอยากได้อีก ใช่แต่เท่านั้นเมื่ออยากได้มาก ก็อดไม่ได้ใจที่จะเรียกร้องหรือถึงกับคาดคั้นจากคนอื่น ซึ่งอาจทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกอึดอัดหรือถึงกับระอา ทำให้อยากวางระยะจากคุณ ซึ่งกลายเป็นการเพิ่มพูนความทุกข์แก่คุณ เพราะทำให้คุณเข้าใจว่าเขาไม่รักคุณ เป็นการซ้ำเติมปมที่มีอยู่ ดังนั้นอาตมาจึงอยากแนะนำคุณว่า ให้มีสติรู้ทันความอยากได้รับความรักจากคนอื่น แค่รู้เฉย ๆ ก็พอแล้ว แต่ไม่ต้องถึงกับเพ่ง จดจ้อง หรือทำอะไรมัน ขณะเดียวกันก็พยายามมีความพึงพอใจในความรักที่ได้รับอยู่แล้ว เพราะความรักนั้นไม่ว่ามากหรือน้อยก็มีค่าทั้งนั้น

ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ ความรักนั้นหากอยากได้มา ก็ต้องเป็นฝ่ายให้ก่อน ดังนั้นแทนที่จะตั้งท่ารอคอยความรักจากใคร ควรออกไปให้ความรักแก่ผู้อื่น ด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เฉพาะคนใกล้ แต่รวมถึงคนไกลหรือคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก มีหลายคนที่ขาดความรัก เพราะเป็นกำพร้า แต่พอไปช่วยเหลือคนที่ลำบาก ตกทุกข์ได้ยาก เช่น เด็กอ่อนที่ถูกทิ้ง เด็กเร่ร่อน เด็กยากจน เขารู้สึกถึงความรักที่ได้จากคนเหล่านั้น ทำให้รู้สึกอิ่มเติม จิตใจได้รับการเติมเต็ม ใช่แต่เท่านั้น ความรักที่ได้รับจากคนเหล่านั้น ยังปลุกความรักในใจของตนให้เพิ่มพูน ทำให้รู้สึกว่าสามารถรักคนอื่นได้อย่างบริสุทธิ์ใจ กลายเป็นว่าไม่รู้สึกพร่องความรักอีกต่อไป ความรักกลับเปี่ยมล้นในจิตใจจนสามารถเผื่อแผ่ให้คนอื่นได้มากมาย สุดท้ายยังกลับมาทำให้เขารักตัวเอง ไม่ซ้ำเติมตัวเองด้วยอารมณ์เศร้า หรือน้อยเนื้อต่ำใจ หรือคิดฆ่าตัวตาย

ดังนั้นที่คุณถามมาในข้อ ๓ นั้น อาตมาเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาความซึมเศร้าของคุณได้ อย่างไรก็ตาม อยากแนะว่า นอกจากการเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคซึมเศร้า หรือช่วยเหลือคนที่มีปัญหาทางจิตใจแล้ว คุณยังทำอย่างอื่นได้อีกมากมายเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยาก อานิสงส์อย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เมื่อใส่ใจความทุกข์ของผู้อื่นมากขึ้น เราจะเห็นความทุกข์ของเราเป็นเรื่องเล็กน้อยลง หรือลืมความทุกข์ของตนไปเลย ตรงกันข้ามหากเราหมกมุ่นกับตัวเอง ความทุกข์จะยิ่งเพิ่มพูน จนทนได้ยาก

สำหรับคำถามข้อที่ ๔ นั้น อาตมาคิดว่าคุณกังวลเกินเหตุ ชาติหน้านั้นเป็นเรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึง สิ่งที่คุณควรสนใจคือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ลึก ๆ คุณอาจคิดว่าที่คุณเป็นเช่นนี้เพราะผลกรรมในอดีต นั่นก็เป็นการคาดเดาไปเอง ความเจ็บป่วยของคนเรานั้นมีสาเหตุมากมาย ไม่ใช่เป็นเพราะกรรมในอดีตชาติเท่านั้น ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า “เวทนาบางอย่างมีดีเป็นสมุฏฐานก็มี.... มีเสมหะเป็นสมุฏฐานก็มี... มีลมเป็นสมุฏฐานก็มี....มีร่วมกันเป็นสมุฏฐานก็มี....เกิดแต่เปลี่ยนฤดูก็มี...เกิดแต่รักษาตัวไม่สม่ำเสมอก็มี....เกิดจากถูกทำร้ายก็มี........เวทนาบางอย่างเกิดจากผลกรรมก็มี” เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว ก็ขอให้ใช้ชีวิตในแต่ละวันให้ดีที่สุด หมั่นทำความดี สร้างบุญกุศล มีเมตตาต่อผู้อื่นให้มาก รวมทั้งมีสติรู้ทันอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การประพฤติดีนั้นย่อมนำความสุขมาให้คุณทั้งในปัจจุบันและอนาคต อย่าเป็นห่วงว่าโรคภัยไข้เจ็บของคุณจะยืดเยื้อไปถึงชาติหน้า เพราะอนาคตของคุณนั้นขึ้นอยู่กับกรรมคือการกระทำของคุณในปัจจุบันยิ่งกว่าอะไรอื่น

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved