ปุจฉา-วิสัชนา > จิตคือพุทธะและการบรรลุธรรม
กลับหน้าแรก

จิตคือพุทธะและการบรรลุธรรม

โดย พระไพศาล วิสาโล
วันที่ 22 ธันวาคม 2010
จากหน้า พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo

ปุจฉา วิสัชนา
กราบนมัสการพระอาจารย์ครับ

เท่าที่ได้ศึกษาพระพุทธพจน์ ผมได้เห็นว่าแม้คำสอนของพระพุทธเจ้า หรือครูบาอาจารย์ ก็มีความคล้ายกับข้อกฎหมาย คือ จะต้องมีการตีความ และก็มีโอกาสตีความได้ผิด ๆ จนนำเอาไปใช้ผิด ๆ ได้ง่ายทีเดียว ต้องกราบขอบพระคุณพระอาจารย์ได้ทำให้คำสอนที่แม้จะดูง่าย ๆ อยู่แล้วเหล่านั้นกระจ่างครับ

คราวนี้ผมมีข้อสงสัยคำสอนของครูบาอาจารย์ คือ จากหนังสือ จิตคือพุทธะ ของหลวงปู่ดูลย์ ซึ่งมีผู้อ่านและอ้างอิงกันมากในบ้านเรา แต่ไม่แน่ใจว่าแต่ละคนจะเข้าใจถูกหรือไม่ครับ โดยเฉพาะตั้งแต่ย่อหน้าที่เริ่มว่า

"สำหรับ การบำเพ็ญปารมิตาทั้งหกก็ดี การบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติที่คล้ายๆ กันอีกเป็นจำนวนมากก็ดี หรือการได้บุญมากมายนับไม่ถ้วนเหมือนจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาก็ดี เหล่านี้นั้น จงคิดดูเถิดเมื่อเราเป็นผู้สมบูรณ์โดยสัจจะพื้นฐานในทุกๆ กรณีอยู่แล้ว คือเป็นจิตหนึ่ง หรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ พุทธ ทั้งหลายอยู่แล้ว เราก็ไม่ควรพยายามจะเพิ่มเติมอะไรให้แก่สิ่งซึ่งสมบูรณ์อยู่แล้วนั้น ด้วยการบำเพ็ญวัตรปฏิบัติต่างๆ ซึ่งไร้ความหมายเหล่านั้นไม่ใช่หรือ เมื่อไหร่โอกาสอำนวยให้ทำ ก็ทำมันไป และเมื่อโอกาสผ่านไปแล้วอยู่เฉยๆ ก็แล้วกัน

ถ้าเรายังไม่เห็นตระหนักอย่างเด็ดขาดลงไป ว่า จิต นั้นคือ พุทธ ก็ดี และถ้าเรายังยึดมั่นต่อรูปธรรมต่างๆ อยู่ก็ดี ต่อวัตรปฏิบัติต่างๆ อยู่ก็ดี และต่อวิธีการบำเพ็ญบุญกุศลต่างๆ ก็ดี แนวความคิดของเราก็ยังคงผิดพลาดอยู่ และไม่เข้าร่องรอยกันกับทางๆ โน้นเสียเลย

จิตหนึ่ง นั่นแหละ คือ พุทธ ไม่มีพุทธะอื่นใดที่ไหนอีก ไม่มีจิตอื่นใดที่ไหนอีก มันแจ่มจ้าและไร้ตำหนิ เช่นเดียวกับความว่าง คือ มันไม่มีรูปร่าง หรือปรากฏการณ์ใดๆ เลย ถ้าเราใช้จิตของเราให้ปรุงแต่งความคิดฝันไปต่างๆ นั้น เท่ากับเราทิ้งเนื้อหาอันเป็นสาระเสีย แล้วไปผูกพันตัวเองอยู่กับรูปธรรมซึ่งเป็นเหมือนกับเปลือก พุทธ ซึ่งมีอยู่ตลอดกาลนั้น ไม่ใช่ พุทธ ของความยึดมั่นถือมั่น

การปฏิบัติปารมิตาทั้งหก และการบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ที่คล้ายคลึงกันอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ด้วยเจตนาที่จะเป็น พุทธ สักองค์หนึ่งนั้นเป็นการปฏิบัติชนิดคืบหน้าทีละขั้นๆ แต่ พุทธ ซึ่งมีตลอดกาลดังที่กล่าวแล้วนั้นหาใช่ พุทธ ที่บรรลุถึงได้ด้วยการปฏิบัติเป็นขั้นๆ เช่นนั้นไม่ เรื่องมันเป็นเพียงแต่ ตื่น และ ลืมตา ต่อ จิตหนึ่ง นั้นเท่านั้น และไม่มีอะไรที่จะต้องบรรลุถึงอะไร นี่แหละ คือ พุทธที่แท้จริง พุทธ และสัตว์โลกทั้งหลาย คือ จิตหนึ่ง นี้เท่านั้น ไม่มีอะไรอื่นนอกไปจากนี้อีกเลย"

เมื่อผมอ่านคำสอนข้างต้น ประกอบกับอ่านหนังสือพุทธศาสนาที่เขียนโดยฝรั่ง เช่น Wake Up Now โดย Stephan Bodian รวมถึงคำสอนตามแนวปรัชญาเซ็น เช่น The Three Pillars of Zen โดย Philip Kapleau และรวมไปถึงหนังสือแนวคิดอทวิภาวะ เช่น I Am That โดย Nisargadatt Maharaj ซึ่งไปในแนวทางเดียวกับที่หลวงปู่ดูลย์เขียนไว้ โดยรวมแล้วเหมือนจะสรุปได้ว่า จิตของเราโดยแท้อยู่ในพุทธภาวะอยู่แล้ว เพียงแต่เราแค่ "ตื่นรู้" ไม่ต้องบำเพ็ญหรือทำอะไรทั้งสิ้น แม้กระทั่งทำบุญ หรือทำความเข้าใจคำสอนใด ๆ ไม่ต้องเติมอะไรลงไปในจิตอีก ไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น (หรืออยากทำก็ทำ เมื่อมีโอกาส ไม่ต้องเพียรตลอดเวลา) แนวคิดนี้เริ่มจะแพร่หลายในตะวันตก รวมถึงในไทยเอง จึงอยากให้ท่านพระอาจารย์ช่วยชี้ทางธรรมด้วยครับว่าเข้าใจถูกผิดอย่างไร

กราบขอบพระคุณครับ

ถ้าเข้าใจไม่ผิด ข้อความดังกล่าวที่อ้างว่าเป็นของหลวงปู่ดูลย์นั้น ที่จริงมาจากหนังสือเรื่อง "คำสอนของฮวงโป" ไม่ใช่ของหลวงปู่เอง คงมีความเข้าใจผิดที่สืบเนื่องกันมานาน

ในพุทธศาสนาแบบเถรวาท ก็มีคำสอนเรื่อง "จิตประภัสสร" จะว่าไปแล้วพุทธศาสนาทุกนิกายยอมรับว่า ทุกคนมีศักยภาพที่จะพ้นทุกข์ พูดอีกอย่างคือมีโพธิจิต แต่ศักยภาพนี้ถูกบดบังด้วยกิเลสหรือการปรุงแต่ง โดยเฉพาะปรุงแต่งว่ามีตัวตน เพียงแค่เลิกปรุงแต่ง ก็เข้าถึงความจริง บรรลุนิพพานได้ ที่ครูบาอาจารย์หลายท่านบอกว่า "ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น" ก็คือหยุดปรุงแต่ง คำ สอนทางพุทธศาสนาทั้งหมดล้วนเป็นไปเพื่อละวางตัวตนหรือหยุดปรุงแต่ง แต่บางท่านต้องการสอนแบบลัดสั้น ก็เลยบอกว่า ไม่ต้องทำอะไร แต่คนธรรมดาคงทำอย่างนั้นยาก เพราะปรุงแต่งจนเป็นนิสัย ก็เลยต้องเจริญไตรสิกขาอย่างสม่ำเสมอ จนกว่าจะเห็นปัญญาว่าไม่มีตัวตน เมื่อนั้นจึงจะหยุดปรุงแต่งสิ้นเชิง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved