ปุจฉา-วิสัชนา > ข้อข้องใจเรื่องพุทธพจน์
กลับหน้าแรก

ข้อข้องใจเรื่องพุทธพจน์

โดย พระไพศาล วิสาโล
วันที่ 15 ธันวาคม 2010
จากหน้า พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo

ปุจฉา วิสัชนา

นมัสการพระอาจารย์ครับ พุทธพจน์ด้านล่างนี้ จากหนังสือ "ฉลาดทำใจ" ของพระอาจารย์ มีบางคนให้ความเห็นว่าอ่านแล้วเข้าไม่ถึง ก็เลยชักจะสงสัยว่า พุทธพจน์นี้แท้จริงแล้วมีความหมายอย่างไร เพราะผมเองก็อาจเข้าใจผิด เพราะมันอาจมีบริบทบางอย่างที่ผมไม่ทราบ ถ้าอ่านคร่าว ๆ เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนพระสงฆ์ใช่ไหมขอรับ ไม่ทราบว่ามีเรื่องราวประกอบด้วยหรือไม่อย่างไรครับ

คำถามที่สองครับ อ่านแล้วบังเอิญนึกไปถึงข่าวการเมือง ที่มีการสำรวจโดยเอแบคโพลเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า คนจำนวนมาก (77%) ให้ความเห็นว่า นักการเมืองโกงไม่เป็นไร ขอให้มีผลงานดี ๆ ชาวบ้านอยู่ดี กินดีก็พอแล้ว อันนี้ดูเผิน ๆ เหมือนจะเข้ากับพุทธพจน์นี้ คือ ส่วนดี คือ นักการเมืองทำงาน เราประชาชนก็มุ่งชื่นชมแต่ส่วนนั้น ส่วนไม่ดี คือ การคดโกง ก็โกงไป ก็อย่าได้ใส่ใจ แต่ก็ทราบว่าคิดแบบนี้คงไม่ถูก กลัวว่าจะมีคนเอาพุทธพจน์นี้ไปปรับใช้ผิด ๆ ไม่ว่าจะเรื่องนี้หรือเรื่องอื่น ๆ ขอให้พระอาจารย์ชี้ทางธรรมด้วยครับ

ขอบพระคุณมากครับ

พีงใส่ใจแต่ส่วนดี บุคคลใดมีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ แต่มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ ความประพฤติทางวาจาที่ไม่บริสุทธิ์ของเขาส่วนใด ไม่ถึงใส่ใจส่วนนั้นในเวลานั้น ส่วนความประพฤติทางกายที่บริสุทธิ์ของเขาส่วนใด ภิกษุที่พีงใส่ใจแค่ส่วนนั้นในเวลานั้น เปรียบเสมือนสระน้ำที่ถูกสาหร่ายและแหนคลุมไว้ คนเดินทางมาถูกความร้อนกระทบ ร้อนอบอ้าว เหนื่อยอ่อน กระหายน้ำ เขาจึงลงสระน้ำนั้น แหวกสาหร่ายและแหนด้วยมือทั้งสอง แล้วกอบน้ำขึ้นดื่มแล้วจึงจากไป ภิกษุจึงกำจัดอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้" พุทธพจน์

พุทธพจน์นี้สอนอุบายในการละความโกรธหรืออาฆาตต่อผู้อื่น เวลาโกรธใครเราจะเห็นแต่ส่วนไม่ดีหรือความเลวของเขา ซึ่งก็จะทำให้เราเป็นทุกข์ด้วยถูกความโกรธเผาลนใจ วิธีที่จะระงับโกรธได้วิธีหนึ่ง คือเห็นความดีของเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าละเลยเพิกเฉยส่วนไม่ดีของเขา ขณะเดียวกันก็อย่าให้ความเลวของเขาบดบังความดีของเขา ซึ่งจะทำให้เราเห็นเขาคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

เราไม่ควรโกรธเกลียดนักการเมืองที่คอรัปชั่น แต่ก็ควรหาทางป้องกันไม่ให้เขาทำสิ่งเลวร้าย และหากเขาละเมิดกฎหมาย ก็ต้องดำเนินการเพื่อให้เขารับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้ทำลงไป เช่นเดียวกับที่พระสงฆ์พึงมีเมตตาต่อกัน แต่หากภิกษุรูปใดทำผิดวินัย ก็ต้องมีการลงโทษตามควรแก่กรณี กระนั้นก็พึงมองเห็นภิกษูรูปนั้นตามความเป็นจริงว่าท่านมีส่วนดีอย่างไรบ้าง ไม่ใช่เห็นว่าท่านเลวไปหมด พุทธพจน์นี้ใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่อบุคคล (personal relationship) แต่ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับหลักการหรือส่วนรวมนั้น ก็ต้องมีธรรมข้ออื่นมาประกอบด้วย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved