กลับหน้าหลักธรรมยาตรา
   บทความธรรมยาตรา > การเดินทางแห่งชีวิต
กลับหน้าแรก

 

การเดินทางแห่งชีวิต
วาสนา ชินวรากรณ์

กิจกรรมธรรมยาตราที่ชัยภูมิ ไม่เพียงแต่เป็นการคืนชีวิตให้ธรรมชาติผู้ให้กำเนิดแหล่งน้ำเท่านั้น ผู้เข้าร่วมเดินในกิจกรรมนี้ก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน

Published: 26/01/2010 at 12:00 AM
Bangkok Post Newspaper section: Outlook

 

วันนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันแบกสัมภาระอันหนักอึ้งด้วยหัวใจอันโปร่งเบาที่สุด วันนี้เป็นวันสุดท้ายของธรรมยาตราซึ่งเป็นการเดินอย่างมีสติและเดินเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยพระสงฆ์และฆราวาสในจังหวัดชัยภูมิ เพื่อรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำลำปะทาว ทุกๆวันพวกเราย่ำเท้าเดินเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง บ่อยครั้งที่ต้องเดินท่ามกลางแสงแดดอันแผดจ้า เราหยุดพักตามวัดต่างๆ วันละสองครั้งเท่านั้นเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน (พระสงฆ์ฉันเพล) และพักแรมตอนกลางคืน ซึ่งอาหารและที่พักเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทัศนียภาพสองข้างทางในชนบทที่เราเห็นส่วนใหญ่เป็นภาพของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว พื้นที่แถบนี้ไม่สามารถปลูกพืชอะไรได้มากนอกจากไร่มันสำปะหลัง ยูคาลิปตัส อ้อยและวัชพืชต่างๆ นานๆครั้งเราจึงจะพบต้นไม้ที่มีใบเขียวขจีหรือดอกไม้ที่มีรูปร่างสีสันแปลกตา

ทุกๆ ปี กลุ่มพระสงฆ์และฆราวาสในจังหวัดชัยภูมิจัดกิจกรรมเดินธรรมยาตรา ซึ่งเป็นการเดินด้วยการเจริญสติและเดินเพื่ออณุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำลำปะทาว ซึ่งเคยเป็นป่าที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคอีสาน (ภาพโดย สุดารัตน์ แก้วแท้)

ฉันเริ่มสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของความสุขอันเปี่ยมล้นเพิ่มขึ้นภายในเกินกว่าจะบรรยายทีละเล็กทีละน้อย มีทั้งความสงบสุข สันติภาพและอิสรภาพ ราวกับว่าฉันได้ไขก๊อกน้ำแห่งชีวิตภายในจิตใจขณะย่ำเดินขึ้นและลงภูเขาและที่ราบสูง พร้อมด้วยชาวธรรมยาตรานับร้อยๆ ชีวิต ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมเดินทางบนเส้นทางแห่งการเดินด้วยการเจริญสติสายนี้

การกำหนดรู้เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง รู้ความร้อน รู้ฝุ่น ในแต่ละวันฉันพยายามใช้สติกำหนดรู้ขณะเดินได้ทีละเล็กทีละน้อยเท่าที่จะทำได้ สัมภาระสามารถเก็บไว้ที่รถกระบะขนของซึ่งคณะทีมงานจัดเตรียมไว้ให้ ฉันจึงเดินตัวเบาไม่ต้องแบกสัมภาระ นอกจากขวดน้ำดื่มพร้อมสายคาดไว้, กล้องถ่ายรูป, ผ้าขาวม้าเอาไว้โพกศีรษะป้องกันแสงแดด และพกกระเป๋าสตางค์ใบเล็กไว้ติดตัว แม้ว่าข้าวของที่พกติดตัวไว้น้อยชิ้นที่สุด แต่กระนั้นฉันจะต้องเป็นหนึ่งในกลุ่มสุดท้ายที่มาถึงที่หมายบ่อยมาก

แต่เช้าวันนี้ หลังจากออกเดินได้ไม่กี่ก้าว ฉันสังเกตเห็นผู้หญิงสูงอายุสองคนพี่น้องต้องใช้ความพยายามอย่างหนักหนาสาหัสในการเดิน เพราะเธอทั้งสองมีถุงอาหารและเสื้อผ้าที่เธอทั้งสองนำมาด้วย ทั้งสองพี่น้องเพิ่งเข้าร่วมธรรมยาตราเมื่อคืนวานนี้ เนื่องจากไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เพราะเธอเพิ่งมาถึงวัดที่เราค้างแรมเมื่อคืน เธอทั้งสองจึงไม่รู้ว่าต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง มีหญิงวัยกลางคนเสนอตัวช่วยหิ้วของสัมภาระของหญิงสองพี่น้อง ฉันและคนอื่นๆ ก็ช่วยแบ่งเบาสัมภาระคนละไม้คนละมือ นับว่าเป็นโอกาสที่จะได้ทำบุญกุศลอันเป็นรูปธรรมชัดเจนสัมผัสได้ในทันที

และขณะที่หิ้วถุงพลาสติกสองถุงอันหนักอึ้งของหญิงสูงอายุ ฉันค้นพบความปีติสุขอันยิ่งใหญ่ภายใน ที่ฉันสามารถสัมผัสความหนักแค่ที่มือที่หิ้วถุง แต่ใจไม่รู้สึกหนักเพราะไม่ได้เอาใจแบกถุงด้วย

“ร่างกายอาจจะทุกข์ แต่จิตใจไม่จำเป็นต้องทุกข์ เพียงแค่รู้ว่าร้อน รู้ว่าเหนื่อย และรู้ว่าเจ็บปวด แต่ใจไม่ยึดติดกับมัน” พระไพศาล วิสาโล ให้คำแนะนำแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในเช้าวันแรกที่เดินทางมาถึง

“อ้อ! แล้วอย่าลืมยิ้มขณะเดินด้วยนะ” พระอาจารย์พูดเสริมขึ้นขณะที่พวกเราเริ่มตั้งขบวนหน้าวัดเพื่อออกเดิน

บัดนี้เป็นปีที่ 10 ของธรรมยาตรา กิจกรรมธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวได้ดึงดูดผู้สนใจเข้าร่วมเดินเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มต้นจากการรวมตัวของผู้คนในท้องถิ่นเพียงสิบกว่าคน การเคลื่อนไหวได้พัฒนาไปสู่ปรากฏการณ์อันพิเศษ ที่คนนับร้อยๆ จากทั่วประเทศเข้าร่วมเดินทุกปี ในเส้นทางอันยากลำบาก เพื่อ “เป็นตัวแทนของธรรมชาติ” ตามที่พระไพศาลพูดไว้ว่า จิตใจที่ละเอียดอ่อนเพียงพอจะสามารถได้ยินเสียงคร่ำครวญของสายน้ำผู้ให้กำเนิดชีวิต ซึ่งต้องทนทุกข์ทรมานเป็นเวลาอันยาวนานจากการถูกทำร้ายด้วยน้ำมือมนุษย์

การช่วยเหลือโลกคือการช่วยเหลือตัวเราเอง: ประชาชนจากการเดินแห่งชีวิตเข้าร่วมกิจกรรมธรรมยาตราประจำปี และตลอดเส้นทางอันยากลำบาก พวกเขาค้นพบเกี่ยวกับตัวเอง และการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและประหยัด ในความกลมกลืนอย่างสันติสุขกับธรรมชาติ(ภาพโดย วิชัย นาพัว)

 

หลายๆ ปีมาแล้ว ลุ่มน้ำลำปะทาวเป็นแหล่งน้ำที่มีดินดี อุดมสมบูรณ์ที่สุดในภาคอีสาน พระไพศาลเล่าว่า อาจารย์ของท่าน, หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ เคยเล่าให้ฟังว่าช้างป่า เสือ กวาง และสัตว์ป่าต่างๆ เคยเดินท่องเที่ยวไปถึงป่าภูแลนคาที่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำลำปะทาว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี ๒๕๑๒ รัฐบาลไทยได้ให้สัมปทานทำไม้ ต่อมาก็มีชาวบ้านขึ้นมาหาพื้นที่ทำกิน ตัดไม้ที่หลงเหลืออยู่ และเริ่มพลิกผืนดินเป็นไร่มันสำปะหลัง ปอกระเจาและพืชเศรษฐกิจที่ส่งเสริมโดยรัฐบาล ฟังพระไพศาลเล่าบรรยายถึงยุคนั้นว่าป่าไม้ทึบหนาแน่นขนาดไหน วันที่มีการเลื่อยไม้จะได้ยินเสียงต้นไม้โค่นลงเป็นทอด ๆ นานนับชั่วโมง ฉันพยายามจินตนาการภาพความเขียวชอุ่มและความสวยงามของผืนป่าบนภูแลนคา แต่แล้วก็รู้สึกเศร้าใจอย่างมากที่เห็นแต่ความแห้งแล้ง ภูเขาหัวโล้น แทบจะไม่เหลือความมีชีวิตชีวาโอบล้อมพวกเราในปัจจุบันนี้

การเดินธรรมยาตรา เป็นการนำพุทธศาสนามาสัมพันธ์กับชีวิตอย่างเป็นรูปธรรมและปฏิบัติได้ ป่าไม้มีความสำคัญที่สุดต่อสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต รวมทั้งนักปฏิบัติธรรม พระไพศาลกล่าวว่า เราสามารถค้นพบธรรมะ เพราะธรรมชาตินั้นแสดงความไม่เที่ยงให้เราเห็นตลอดเวลา นอกเหนือจากการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลชีวิต ดังนั้นเราจึงเลือก “การเดิน” เพื่อบอกกล่าวความทุกข์ของธรรมชาติให้ผู้คนรับรู้ พวกเราเต็มใจที่จะเดินเดินทางแม้จะเหนื่อยยากลำบาก เพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ถึงความห่วงใยที่เรามีต่อโลกใบนี้

พวกเราไม่เพียงแต่เดินเพื่อธรรมชาติภายนอกเท่านั้น แต่เรายังเดินเพื่อธรรมชาติภายในด้วย ขณะที่ฉันย่ำเท้าเดินไปทีละก้าว ทีละก้าว ฉันเรียนรู้ที่จะชื่นชมคุณค่าของการมีสัมภาระน้อย เรายิ่งแบกสัมภาระน้อยลง เรายิ่งมีอิสรภาพมากขึ้น แค่เพียงลืมตา เราสามารถมองเห็นดอกไม้สวยๆ เต้นระบำอยู่รอบๆ เมื่อหูของเราปรับเข้ากับความเงียบของหัวใจ (และกลองใบเล็กที่พระตีเพื่อให้จังหวะก้าวเดิน) พวกเราสามารถได้ยินเสียงลมพัด ทำให้ใบไม้เสียดสีกันเบาๆ

เรารู้สึกมีความสุขได้อย่างง่ายๆ เพียงน้ำเย็นหนึ่งแก้วที่ชาวบ้านมอบให้ ช่วยดับความกระหายน้ำได้ทันที บางครั้งเพียงสายลมอ่อนๆ พัดมาเบาๆ ช่วงเที่ยงวันแสงแดดกำลังแผดจ้าเต็มที่ก็เป็นสิ่งที่น่าขอบคุณ ท้ายที่สุดลีลาชีวิตอันสับสนอลหม่านในเมืองที่ซึ่งชีวิตของเราต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจความอยากกระหาย ความวิตกกังวล ความหวังลมๆ แล้งๆ ก็ละลายไปขณะที่เราย่ำเท้าเดินต่อไป

ในทางตรงกันข้ามกับความคิดแต่ก่อน ธรรมยาตราไม่ใช่เป็นการเดินเพื่อทรมานร่างกาย ยิ่งเดินไกลมากขึ้น ยิ่งรู้สึกประทับใจและก้าวหน้ามากขึ้น ฉันรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีง่ายๆ ด้วยการเรียนรู้ภายในจิตใจ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสั่งสอนพวกเรา ฉันรู้สึกมีความเข้มแข็งและอดทนมากขึ้นเกินกว่าที่คาดคิดไว้

จากการลองเดินเท้าเปล่า ฉันเริ่มสนุกกับความรู้สึกเย็น เบาที่ได้สัมผัสกับพื้นดินโดยตรง ในขณะที่เจริญสติทุกย่างก้าวเพื่อมิให้เหยียบก้อนหินก้อนกรวดอันแหลมคม ฉันยังได้เรียนรู้ที่จะไม่รู้สึกรำคาญใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ (เรายังสามารถหลับสบายทั้งคืนไม่มีปัญหาแม้จะต้องต้องพักตามวัดต่างๆ ซึ่งมีห้องน้ำเพียงสองห้อง ขณะที่พวกเรามีนับร้อยๆ คน) ทำช้าๆ ในแบบของฉัน อย่างน้อยที่สุดฉันสามารถจัดการทุกอย่างจบลงอย่างเรียบร้อยในแต่ละวัน ไม่มีการขีดเส้นตาย ไม่มีการแข่งขัน ไม่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงที่ต้องฝ่าฟันให้ได้ การก้าวเดินที่สำคัญที่สุดคือ ก้าวเดินที่กำลังย่างก้าวขณะนี้ และผู้ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ที่เดินอยู่ข้างหน้า ข้างเคียงและข้างหลังของฉันนั่นเอง

ทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยได้พูดคุยกับผู้คนมาก ฉันกลับรู้สึกว่าเพื่อนร่วมเดินทางสามารถเป็นครูที่ให้บทเรียนอันหลากหลายแก่ฉัน

มีแม่ลูกคู่หนึ่ง ขณะก้าวเดินไปอย่างเงียบๆ ก็เก็บขยะตามทางไปด้วย เด็กชายถามคุณแม่ว่าทำไมเขาต้องมาทำความสะอาดให้คนอื่น ฉันไม่ได้ยินคำตอบของผู้เป็นแม่ แต่ภาพที่เห็นทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของพระไพศาลเช้าวันหนึ่ง เมื่อท่านพูดถึงสุภาษิตอาฟริกันให้แก่ชาวบ้านฟัง เพื่อเน้นย้ำว่าเราจะต้องช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพดีเพื่ออนาคตของลูกหลานของเรา ท่านกล่าวว่า “ธรรมชาติไม่ใช่มรดกที่เราได้รับจากบรรพบุรุษ แต่มันเป็นสิ่งที่เราขอยืมจากลูกหลานของเรา”

และยังมีอีกหนึ่งบทเรียนที่น่าเก็บรักษาไว้ เด็กหนุ่มไว้ผมยาวคนหนึ่งเขาจะเดินรั้งท้ายตามกลุ่มทุกวันและพยายามเก็บขยะที่ทิ้งเกลื่อนตามเส้นทาง ถุงขยะในมือเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทางที่เดินไกลขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เขากลับไม่ได้แสดงอาการยอมแพ้หรือยกเลิกภารกิจที่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์นี้ ฉันถามเขาว่าทำไปทำไม และคำตอบห้วนๆ สั้นๆ ทิ่มแทงเข้าไปในใจของฉันคือ “เพราะว่าผมไม่สามารถเดินผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย”

บนเส้นทางแห่งชีวิตสายนี้ พวกเราแต่ละคนสามารถเป็นแสงส่องนำทางให้แก่กันและกันได้ ไม่ว่าจะรู้จักกันหรือไม่ก็ตาม เวลาที่ฉันรู้สึกเหนื่อยล้า ฉันคิดเล่นๆ ว่าอยากจะหยุดเดิน (และกระโดดขึ้นบนรถกระบะอัพที่เตรียมไว้สำหรับให้คนที่ต้องการนั่งพัก) และแล้วฉันก็หวนคิดถึงสาวน้อยตาบอดคนหนึ่งที่ยังก้าวเดินต่อไป บางครั้งเดินเท้าเปล่าห่างออกไปไม่กี่เมตรข้างหน้าฉัน เธอชื่อน้องกิ๊ก มากับเพื่อน เธอเดินเกาะแขนเพื่อนคนนี้ไว้ แต่จิตใจอันเข้มแข็งของเธออาจจะไม่จำเป็นต้องยึดเกาะกับสิ่งใด เมื่อฉันมีโอกาสพบเธออีกครั้งโดยบังเอิญ ฉันถามความลับของเธอ ใบหน้าเธอเป็นสีแทนเพราะแสงแดด เธอกล่าวว่าเธอสามารถทำได้ เพราะเธอเรียนรู้ว่ามีคนแก่อายุ 74 ปีที่มากับลูกสาว “ถ้าคนแก่ชรายังทำได้ ทำไมฉันจะทำไม่ได้” เธอพูดความจริงอันมีสาระอย่างยิ่ง

แม้แต่ชาวบ้านในภาคอีสานก็สอนฉันทำให้เกิดปัญญาที่สว่างไสว ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งฉันถามทางจากหญิงวัยกลางคนที่เดินผ่านมา (หลังจากที่เดินรั้งท้ายขบวนเช่นเคย) หญิงชาวบ้านผู้ใจดีบอกฉันว่าเธอรู้สึกดีใจมากที่มีโอกาสนำอาหารกลางวันมาเลี้ยงพวกเราที่วัด ความมีน้ำใจเอื้ออารีย์ต่อคนต่างถิ่นเป็นสิ่งที่หาได้ยากในเมืองใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ในด้านวัตถุและความฟุ่มเฟือย

หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ (บน) และพระไพศาล วิสาโล ผู้เป็นกำลังขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาว

ขณะที่พูดคุยถึงปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าและการทิ้งสารเคมีที่ใช้เป็นปุ๋ยลงในแหล่งน้ำ พระไพศาลไม่เห็นด้วยที่จะกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของชาวบ้านทั้งหมด นโยบายของภาครัฐในการโฆษณาให้ปลูกพืชเศรษฐกิจแต่ไม่ได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในหมู่ประชาชน มีส่วนอย่ามากในการสร้างมลภาวะให้แก่โลก วิถีชีวิตแบบบริโภคนิยมของพวกเราก็มีส่วนไม่น้อยในการผลาญพร่าทรัพยากรธรรมชาติจากชนบทไปจนหมด ถ้าพวกเราสามารถมองทุกอย่างด้วยความไม่ลำเอียงและมีความเข้าใจ เราจะสามารถเห็นภาพกว้างใหญ่ขึ้น และบางทีเราจะเข้าใจได้ว่าทำไมชาวบ้านที่นี่จึงสนับสนุนนักการเมือง ทั้งๆ ที่มีข้อบกพร่องมากมาย ชนิดที่สวนทางกับความเห็นของคนในเมืองที่มีการศึกษา

ตลอดระยะเวลาในการเดินธรรมยาตรา ขบวนมีสัญลักษณ์คือธงหลากสีที่โบกสะบัดอย่างสนุกสนานในสายลม มีธงสีเหลืองรูปธรรมจักรตัวแทนธงธรรมะ ธงชาติหรือธงไตรรงค์ ส่วนธงสีต่างๆ ที่ผู้ใหญ่ เด็กชายหญิงถือมีสีเขียว เหลือง ชมพู ส้ม น้ำเงิน และม่วง สีต่างๆ เพื่อใช้ในการแบ่งฝ่ายต่างๆ ของเหล่าอาสาสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรม ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ถ้าเราสามารถตระหนักรู้ถึงความโง่งมจากการที่ยึดติดในลัทธิ บุคคล ความเชื่อ ใช่หรือไม่ว่าเราย่อมมีชีวิตที่รุ่มรวย เป็นอิสระและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่น้อยกว่าที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง

สาระสำคัญของการเดินธรรมยาตราครั้งที่ 10 คือ “เดินทวนกระแส” เส้นทางการเดินอาจจะยากลำบากในช่วงเริ่มต้น ขณะที่เราย่ำเท้าเดินขึ้นสู่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล แต่ยิ่งเดินสูงขึ้นสูงขึ้น อากาศและน้ำยิ่งสะอาดสดชื่นมากขึ้น และต้นไม้ยิ่งมีมากขึ้น และเมื่อเรามาถึงบนพื้นที่สูงๆ เช่นนี้ และมองลงไปข้างล่างเรารู้สึกชื่นชมความสวยงามของชนบทมากขึ้น เช่นเดียวกับพระอาจารย์ไพศาลพูดว่า เรายิ่งยืนสูงขึ้นไปมากเท่าไหร่ เราจะเห็นผู้คนแตกต่างกันน้อยลง เราจะเห็นมนุษย์เป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่มีการแบ่งแยกเป็นคนรวย-คนจน คนไทย-คนต่างชาติ เสื้อเหลือง-เสื้อแดง และเมื่อเรายู่เหนือโลก เราจะไม่สามารถเห็นเส้นแบ่งประเทศได้อีกต่อไป เราจะอยู่เหนือสมมติที่แบ่งมนุษย์ออกจากกัน หรือแบ่งมนุษย์ออกจากชีวิตอื่น ปัญญาอันเกิดจากการมองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะพาเราเป็นอิสระจากจากความโลภ โกรธ หลง

จุดหมายสุดท้ายปรากฏขึ้นแล้ว อีกไม่กี่ร้อยเมตรเราจะเดินถึงวัดป่ามหาวัน โบสถ์ของพระอาจารย์ไพศาลคือป่าต้นไม้ สถานที่นี้จะมีพิธีบายศรีสู่ขวัญตามประเพณีอีสานต้อนรับพวกเรา แต่ตอนจบจริงๆ แล้วเป็นเพียงการเริ่มต้น ฉันได้ตระหนักรู้แล้ว สำหรับธรรมยาตราที่แท้จริงคือการเดินทางอันยาวไกลแห่งชีวิต ซึ่งจะดำเนินต่อไปจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของเรา ด้วยมีก้าวเดินในปัจจุบันเป็นก้าวที่สำคัญที่สุด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved