กลับหน้าหลักธรรมยาตรา
   บทความธรรมยาตรา > เดินกลางแดด
กลับหน้าแรก
เดินกลางแดด
พระไพศาล วิสาโล

“งานประจำปี”ที่ข้าพเจ้าพลาดไม่ได้ตลอด ๘ ปีที่ผ่านมาก็คือ การร่วมเดิน “ธรรมยาตรา” ไปตามลุ่มน้ำลำปะทาวซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดชัยภูมิ ตลอด ๘ วัน ๗ คืนผู้คนกว่าร้อยชีวิต ไม่ว่าพระ แม่ชี ฆราวาส ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ได้ร่วมกันเดินเท้าและค้างแรมตามหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อ “บอกบุญ”กับชาวบ้าน เป็นบุญที่ไม่ต้องใช้เงินเลยแต่มีความหมายมาก นั่นคือการร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งกำลังถูกทำลายอย่างรวดเร็ว จนใกล้วิกฤตแล้ว

งานนี้นอกจากเป็นการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์เพื่อตอบแทนคุณธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาชีวิตด้านใน ส่วนหนึ่งด้วยการหันมากินอยู่อย่างเรียบง่าย แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการฝึกสติรักษาใจท่ามกลางความยากลำบาก

ความยากลำบากในระหว่างธรรมยาตรานั้นมีมากมาย แต่ที่ทุกคนซาบซึ้งกันดีก็คือ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและความร้อน แม้ว่าวันหนึ่ง ๆ เดินไม่ถึง ๑๐ กม. แต่สำหรับหลายคนนั่นเป็นระยะทางที่ยาวไกลทีเดียวเมื่อต้องเดินเท้าท่ามกลางแดดที่แผดเผา

สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการเดินทางไกลด้วยเท้าก็คือ การน้อมใจอยู่กับปัจจุบัน ไม่ห่วงพะวงหรือสนใจจุดหมายปลายทางข้างหน้า เพราะหากใจชะเง้อมองจุดหมายเมื่อใด ก็จะเป็นทุกข์ได้ง่าย ยิ่งนึกบ่นในใจว่าเมื่อไรจะถึง ๆ ก็ยิ่งทุกข์ และทำให้เหนื่อยล้ามากขึ้น ในทางตรงข้ามหากใจอยู่กับแต่ละก้าวที่เดิน มีความรู้สึกตัวกับทุกขณะ จะไม่เหนื่อยกับการเดินเท่าไรเลย

แน่นอนว่าความเหน็ดเหนื่อยย่อมเกิดขึ้น แต่ถ้ามีสติ เห็นความเหน็ดเหนื่อยของกาย ใจก็ไม่เหนื่อยไปด้วย แต่ถ้าขาดสติเมื่อใด ใจก็เผลอพลัดเข้าไปในความเหนื่อย มีความรู้สึกว่า “ฉันเหนื่อย” ไม่ใช่แค่กายเหนื่อยเท่านั้น ถ้าเผลอแบบนี้บ่อย ๆ การเดินก็จะกลายเป็นความทุกข์ไปทันที

แต่ความเหนื่อยเห็นจะสู้ความร้อนไม่ได้ แดดต้นฤดูหนาวนั้นแรงกล้าทีเดียวเพราะไร้เมฆ สิ่งที่ท้าทายผู้เดินทุกคนรวมทั้งข้าพเจ้าก็คือ ทำอย่างไรจึงจะเดินฝ่าความร้อนยามบ่ายไปได้ด้วยใจปกติ เคล็ดลับของการเดินไม่ให้ทุกข์ท่ามกลางแดดแผดเผาก็อยู่ที่สติอีกนั่นแหละ เพราะถ้ามีสติเห็นความร้อนของกาย ใจก็ไม่เผลอเข้าไปยึดเอาความร้อนของกายมาแผดเผาใจ

คาถาของธรรมยาตราทุกครั้งคือ “กายร้อน แต่ใจไม่ร้อน” นี้เป็นวิธีฝึกสติชั้นดี เพราะถ้าขาดสติเมื่อไร แดดก็จะเผาใจให้เป็นทุกข์ทันที ยังไม่นับความเหนื่อยที่รุมเร้าจิต ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่าเมื่อต้องเจอความทุกข์บีบคั้นชนิดที่เลี่ยงไม่ได้หนีไม่พ้น จิตจะขวนขวายหาทางสลัดความทุกข์ออกไปให้ได้ ถ้าจิตรู้ว่าสติช่วยให้อยู่เหนือทุกข์ได้ ก็จะรีบฉวยสติมารักษาใจทันที ธรรมยาตราจึงเป็นวิธีการฝึกสติที่ดีวิธีหนึ่ง

ใครที่เดินติดต่อกันหลายปี ธรรมยาตราจะกลายเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าง่ายก็ไม่ใช่การฝึกจิตอีกต่อไป ดังนั้นจึงต้องทำสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม เช่น เดินโดยไม่มีผ้าคลุมศีรษะ ต่อไปก็เดินโดยไม่ใส่รองเท้า วันแรก ๆอาจเป็นไข้ เท้าบวม แต่ถ้าใจไม่ทุกข์ไปกับมัน ร่างกายก็จะฟื้นตัวเร็วอย่างน่าแปลกใจ
หลายคนรวมทั้งข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่ากายและใจมีความสามารถพิเศษหลายอย่างที่ตนเองไม่คิดว่าจะทำได้ ข้าพเจ้ายังเรียนรู้อีกว่าศิลปะการเดินธรรมยาตรากับศิลปะการทำงานและดำเนินชีวิตไม่ได้แยกจากกันเลย ระยะทางไกลแค่ไหนก็ตาม หากเดินอย่างมีสติ อยู่กับปัจจุบัน ใจย่อมไม่ทุกข์ฉันใด งานแม้จะยากและใช้เวลายาวนานแค่ไหน หากทำโดยใจมีสติอยู่กับงานที่ทำ ไม่พะวงถึงเป้าหมายที่ยังอยู่อีกไกล ก็สามารถทำงานนั้นได้อย่างมีความสุข

ในทำนองเดียวกันประสบการณ์ธรรมยาตราสอนเราว่า แม้อากาศจะร้อน แต่เราก็สามารถรักษาใจให้เย็นได้ เราไม่จำเป็นต้องทุกข์ไปตามสภาพแวดล้อม ใช่หรือไม่ว่า นี้ก็คือศิลปะในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข เพราะเราไม่สามารถควบคุมโลกให้เป็นไปดั่งใจได้ แต่อย่างน้อยเราก็สามารถรักษาใจไม่ให้ผันผวนแปรปรวนไปตามโลกได้

เดินกลางแดดโดยใจไม่ร้อน กับ การดำเนินชีวิตในโลกที่รุ่มร้อนโดยใจไม่ทุกข์ มิใช่อะไรอื่น หากเป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved