กลับหน้าหลักธรรมยาตรา
   บทความธรรมยาตรา > เดินสู้ทุกข์
กลับหน้าแรก
สารคดี มกราคม ๒๕๔๙
เดินสู้ทุกข์
พระไพศาล วิสาโล

 

ไอแดดเต้นระยิบเหนือถนนลูกรังยามบ่าย พงหญ้าสองข้างทางเหลืองกรอบฝุ่นจับเขรอะ ไกลออกไปเป็นทุ่งโล่งอ้างว้างราวกับรกร้างผู้คน ไร้สรรพสำเนียงใด ๆ มีก็แต่เสียงลมหวีดหวิวเมื่ออากาศร้อนอ้าวได้ที่

และแล้วเสียงกลองก็ค่อย ๆ ดังขึ้นแต่ไกล ขบวนผู้คนนับร้อยพร้อมธงทิวเหลืองฟ้านับสิบปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้น นำโดยพระสงฆ์ ตามมาด้วยแม่ชี ชาวบ้าน และนักเรียน ต่างถือป้ายผ้าหลากสีเดินอย่างเงียบสงบ เป็นเวลา ๔ วันแล้วที่เขาเหล่านั้นเดินกลางแดดที่ร้อนระอุ เหลืออีก ๔ วันกว่าจะถึงเป้าหมาย ๘๕ กิโลเมตรคือระยะทางที่กำหนดสำหรับการเดินในปีนี้

นี่คือขบวนธรรมยาตราที่ชาวบ้านส่วนใหญ่บนหลังเขาภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะปีนี้เป็นปีที่ ๖ แล้วที่พวกเขาได้เห็นหรือได้ต้อนรับขบวนดังกล่าว จนเหมือนกับเป็นประเพณีประจำปีของภูแลนคาเลยก็ได้ เรียกว่าพอถึงปลายปีก็ถามหากันแล้ว

ธรรมยาตราบนภูแลนคาเป็นการเดินรณรงค์เพื่อให้ชาวบ้านตระหนักถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นจากธรรมชาติที่เสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว ครั้งหนึ่งภูแลนคาเคยอุดมด้วยป่าไม้ สิงสาราสัตว์ น้ำสะอาดและดินดี แต่ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา ป่าถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ภูเขาหัวโล้นปรากฏทุกหนแห่ง ลำธารตื้นเขิน ร้ายกว่านั้นก็คือการใช้สารพิษอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะจากยาฆ่าหญ้าที่ใช้กันแทบทุกบ้านเพราะประหยัดค่าแรง จนน้ำในลำธารใช้อาบไม่ได้แล้ว ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ต้องอาศัยน้ำซับจากภูเขาหรือไม่ก็น้ำบาดาล แต่น่าสงสัยว่าภูเขาจะให้น้ำไปได้นานเท่าใดในเมื่อป่าเหลือน้อยลงไปเรื่อย ๆ ส่วนน้ำบาดาลจะกลายเป็นพิษเมื่อไรก็ไม่มีใครบอกได้

ทุกปีคณะธรรมยาตราจะตั้งขบวนที่ป่าภูหลงซึ่งเป็นต้นน้ำของลำปะทาวอันเป็นเสมือนสายเลือดที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านบนหลังเขามาช้านาน จากนั้นจะเดินเลียบลำน้ำผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ โดยมีกิจกรรมตามหมู่บ้านที่พักฉันเพลและค้างแรม เช่น สำรวจน้ำ สาธิตการทำปุ๋ยชีวภาพ ตรวจเลือด ตรวจตา แสดงธรรม และสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน นอกจากนั้นกลางคืนยังมีการฉายสไลด์ แสดงละคร อีกต่างหากด้วย อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ไม่มีกิจกรรมใดที่เป็นจุดเด่นของธรรมยาตราได้ดีไปกว่าการเดินเท้า

ทำไมถึงต้องเดินเท้า ? ทำไมจึงไม่นั่งรถ? หลายคนมักตั้งคำถามนี้

ตอบอย่างสั้นที่สุดก็คือเพื่อเป็นการปฏิบัติธรรมหรือพัฒนาตนควบคู่ไปกับการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม คนทั่วไปมักแยกสองอย่างออกจากกัน ถ้าจะปฏิบัติธรรมก็ต้องปลีกวิเวกในป่า แต่ถ้าจะทำงานเพื่อสังคมก็ไม่ต้องสนใจเรื่องการพัฒนาตนเอง ผลก็คือประโยชน์ตนกับประโยชน์ท่านจึงอยู่คนละขั้ว ทั้ง ๆ ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ และควรจะอยู่ร่วมกันด้วย

การเดินเท้าท่ามกลางแดดที่ร้อนเปรี้ยงนั้นเป็นการฝึกฝนตนเป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่ฝึกความอดทนเท่านั้น แต่ยังฝึกให้รู้จักการวางใจอย่างไม่เป็นทุกข์แม้กายจะทุกข์ก็ตาม เวลาเราต้องอดทนกับอะไรสักอย่าง ในใจนั้นยังทุกข์อยู่แต่กลั้นเอาไว้ไม่ให้แสดงออกทางกายหรือวาจา แต่ที่ดีกว่านั้นก็คือการทำใจให้ไม่เป็นทุกข์กับสิ่งที่มากระทบ

คนเราจะทุกข์หรือไม่อยู่ที่ใจเป็นสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่สิ่งภายนอก และไม่ได้อยู่ที่ร่างกายด้วย แดดไม่ทำให้เราทุกข์หากใจไม่ไปร่วมมือด้วย คนที่นั่งดูฟุตบอลกลางแดดเหตุใดจึงไม่รู้สึกกระสับกระส่ายเลย นั่นก็เพราะใจเขาไปจดจ่ออยู่กับการแข่งขันอันน่าตื่นเต้น เช่นเดียวกับคนที่นั่งเล่นไพ่ทั้งคืนแต่ไม่รู้สึกปวดเมื่อยเลย ก็เพราะใจไปจดจ่ออยู่กับไพ่ มีหลายคนที่พิการหรือเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย แต่กลับทุกข์น้อยกว่าคนธรรมดาที่มีอาการครบ ๓๒ เป็นเพราะอะไรหากไม่ใช่เป็นเพราะใจ

เมื่อต้องเดินกลางแดด สิ่งสำคัญที่สุดจึงมิใช่เท้า หากได้แก่จิตใจ เท้าจะเดินได้ไกลแค่ไหนอยู่ที่ใจเป็นหลักก็ว่าได้ บางคนเดินแค่ ๖ กม.ก็ไปไม่ไหวแล้ว แต่ที่ไปไม่ไหวนั้นไม่ใช่เท้า หากเป็นใจต่างหาก ตรงกันข้ามหากใจสู้ เท้าก็ไปไหวแม้จะต้องเดินถึง ๒๐ กม. ดังนั้นในระหว่างการเดิน ผู้นำขบวนจะเตือนให้ทุกคนมาดูใจของตนเองเป็นระยะ ๆ หากใจบ่นว่า “ไม่ไหวแล้ว ๆ ๆ” ก็ให้เปลี่ยนมาบริกรรมตามจังหวะที่ก้าวเดินว่า “ขวา-ทนได้ ซ้าย-สบายมาก” นี้คือคาถาสารพัดประโยชน์ที่ใช้ได้ดีกับการเดิน ใช่หรือไม่ว่าถ้ารู้สึกทนได้-สบายมาก เราก็มีแรงฮึดสู้ไปได้อีก

คาถานี้ยังใช้ได้เวลาถูกแดดเผาจนเหงื่อโทรมกาย แต่นอกจากการบริกรรมหรือให้กำลังใจแก่ตนเองแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่ช่วยให้ใจไม่เป็นทุกข์ในระหว่างการเดิน อาทิเช่น การกำหนดใจไปที่เสียงกลอง หรือการนับก้าว ซึ่งช่วยให้ใจไม่ไปรับรู้ความทุกข์ทางกาย ไม่ว่าร้อน เมื่อย เหนื่อย หรือหิวน้ำ นี้เป็นวิธีฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ใจมีที่พักและเกิดความสงบ แม้รอบตัวจะเร่าร้อน มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งจากกรุงเทพ ฯ เดินแค่วันแรกก็อยากกลับบ้านแล้ว แต่เมื่อลองเดินนับก้าวในวันที่ ๓ ความทุกข์ลดลงไปมาก มีความสุขกับการเดินมากขึ้น เย็นวันนั้นก่อนจะกลับกรุงเทพ ฯ พร้อมกับเพื่อน ๆ เธอรายงานอย่างภาคภูมิใจว่าวันนั้นเธอเดินได้ ๒ หมื่นกว่าก้าว และมีความสุขมากที่ได้เดิน

“กายร้อน แต่ใจไม่ร้อน กายเหนื่อย แต่ใจไม่เหนื่อย กายเมื่อยแต่ใจไม่เมื่อย” ผู้คุมขบวนจะเตือนเป็นระยะ ๆ ให้ผู้เดินมีสติอยู่เสมอ เมื่อเวลากายเป็นทุกข์ ใจมักจะเผลอเป็นทุกข์ด้วย เพราะไปเอาความทุกข์ของกายมาเป็นของใจ สติเป็นสิ่งสำคัญมากในกรณีเช่นนี้ เพราะสติช่วยให้ใจไม่เผลอทุกข์ไปกับกาย เมื่อกายทุกข์ สิ่งที่ใจควรทำคือเพียงแค่เห็นความทุกข์ของกาย เห็นความร้อน ความเมื่อย ความปวด แต่ไม่พลัดเข้าไปในอาการเหล่านั้น หรือไม่ปรุงแต่งว่าฉันร้อน ฉันเมื่อย ฉันปวด พูดอีกอย่างคือไม่ไปเอาอาการเหล่านั้นมาเป็น “ตัวกู ของกู” เห็นความทุกข์ กับ เป็นผู้ทุกข์ นั้นให้ผลต่างกันมาก เมื่อใจเห็นความทุกข์ของกาย ใจไม่รู้สึกทุกข์ไปด้วย แต่ถ้าใจเข้าไปปรุงเป็นผู้ทุกข์เมื่อไร ก็โดนความทุกข์เล่นงานเมื่อนั้น

การเดินกลางแดดกับคณะธรรมยาตรานั้นเป็นการฝึกสติอย่างดี เพราะปกติเมื่อเราเจอแดด เราก็มักหาวิธีหลบแดด เช่น เข้าที่ร่ม พักใต้ต้นไม้ ใจจึงไม่มีโอกาสได้ฝึก แต่เมื่อต้องเดินรับแดดเต็ม ๆ กายหนีไปไหนไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ของใจที่จะต้องหาวิธีรับมือกับความทุกข์แบบซึ่ง ๆ หน้า ตรงนี้เองที่ใจจะได้ฝึกวิธีจัดการกับความทุกข์ คนเรานั้นมีสัญชาตญาณจะหนีทุกข์อยู่แล้ว แต่เมื่อต้องเผชิญความทุกข์ซึ่ง ๆ หน้า เป็นธรรมชาติของใจที่จะต้องพลิกแพลงแสวงหาสารพัดวิธีจนค้นพบวิธีดับทุกข์ได้ในที่สุด ใจนั้นจะเฉลียวฉลาดได้ก็ต่อเมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์อยู่บ่อย ๆ จะเรียกว่าความทุกข์เป็นครูที่สำคัญของเราก็ได้ แม้จะดุร้ายก็ตาม ด้วยเหตุนี้บางคนจึงเดินโดยไม่กางร่มหรือเอาผ้าคลุมหัว ปล่อยให้แดดเผาตั้งแต่หัวจรดเท้า เพื่อฝึกใจให้อยู่กับความร้อนได้โดยไม่กระสับกระส่าย

จะเรียกว่าการเดินธรรมยาตราเป็นการเดินสู้ทุกข์ก็ได้ อย่างไรก็ตามทุกข์ในการเดินนั้นมิได้เกิดจากความร้อนหรือแดดกล้าเท่านั้น ระยะทางที่ยาวไกลก็ทำให้ทุกข์ได้หากวางใจไม่เป็น ทั้ง ๆ ที่เดินกางร่มหรือนั่งในรถติดแอร์เราก็ยังทุกข์ได้เพราะใจอยากให้ถึงจุดหมายไว ๆ ใจที่เฝ้าจดจ่ออยู่ที่จุดหมายปลายทางคือตัวการสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เราทุกข์ ไม่ใช่แค่ในระหว่างเดินทางเท่านั้น แต่ยังทุกข์ในเวลาทำงานด้วย ดังนั้นในขบวนธรรมยาตรา บ่อยครั้งผู้เดินจะได้รับคำแนะนำให้กำหนดจิตอยู่กับการเดิน ไม่ส่งใจไปข้างหน้า “ตัวอยู่ไหน ใจอยู่นั่น” “จุดหมายอยู่ที่ปลายเท้า” “ถึงทุกขณะที่ก้าวเดิน” คำพูดเหล่านี้ล้วนเตือนใจให้ทุกคนอยู่กับปัจจุบัน เดี๋ยวนี้และตรงนี้เท่านั้นคือที่พำนักของจิต เมื่อใจไม่สนใจว่าจะถึงเมื่อไร การเดินก็กลายเป็นเรื่องผ่อนคลาย ใจสบายไม่มีอะไรให้กังวล ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งฝีเท้าหรือจ้ำเอา ๆ จึงได้พักผ่อนทุกขณะที่ก้าวเดินทั้งกายและใจ

สองวันแรกที่เดินหลายคนโดยเฉพาะคนเมืองยอมรับว่าเหนื่อยมาก เด็ก ๆ จากโรงเรียนรุ่งอรุณที่กรุงเทพ ฯ บ่นกับครูด้วยความไม่พอใจว่าทำไมมาให้เดินตากแดด ไม่เห็นจะได้อะไรเลย แต่เมื่อผ่านไปวันที่ ๓ และ ๔ ก็เริ่มคุ้นชิน ความคุ้นชินนั้นทำให้ความยากลำบากกลายเป็นเรื่องธรรมดา และจากความคุ้นชินก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความสนุก เด็ก ๆ เริ่มสนุกที่ได้นอนกลางดิน กินกลางทราย ได้สำรวจน้ำ และรู้จักกับเพื่อนใหม่ ส่วนผู้ใหญ่แม้จะไม่รู้สึกสนุกอย่างเด็ก ๆ แต่ก็เริ่มมีความสุขกับการเดินและการค้นพบสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับตนเอง หลายคนไม่คิดว่าจะเดินได้ไกลและทนได้นานอย่างนั้น บางคนได้สัมผัสกับสมาธิและความสงบทั้ง ๆ ที่อยู่กลางแดด

เสน่ห์ของธรรมยาตราก็คือ การเดินกลางแดดที่แผดร้อนบนเส้นทางที่ยาวไกล ถ้านั่งรถ ไม่เจอแดด หรือเส้นทางสั้น ธรรมยาตราคงไม่มีอะไรให้เรียนรู้และประทับใจ ประสบการณ์ที่ค่อนข้างวิบากทำให้หลายคนได้พบว่าความสุขนั้นแท้ที่จริงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากซับซ้อนเลย หากมีอยู่ในสิ่งพื้น ๆ เพียงแค่ได้นั่งพักใต้ร่มไม้ ได้กินน้ำฝนดับกระหาย ก็มีความสุขแล้ว ยิ่งมีลมพัดมาเบา ๆ ขณะเหงื่อโทรมกายกลางแดดเปรี้ยง ยิ่งมีความสุขเหลือพรรณนา อาจจะสุขยิ่งกว่าคนที่กินกาแฟถ้วยละ ๒๐๐ บาท อาหารจานละพันบาท หรือเดินเที่ยวห้างซื้อของแพง ๆ เสียอีก

ธรรมยาตรานั้นมิได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติรอบตัวเราเท่านั้น หากยังเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติภายในตัวเราด้วย เราไม่ได้ทำเพื่อรักษาต้นน้ำลำธารบนหลังเขาเท่านั้น หากยังเพื่อรักษาต้นธารแห่งความสุขภายในใจเราด้วย ในขณะที่เราพยายามปกปักรักษาต้นไม้ใหญ่น้อยนั้น เราก็เรียนรู้จากต้นไม้เหล่านั้นด้วย ต้นไม้ทุกต้นไม่กลัวแดด หากยังรู้จักเปลี่ยนแสงแดดที่ร้อนแรงให้กลายเป็นร่มเงาที่เย็นสบายได้ เราเองก็ไม่ควรกลัวทุกข์ หากพร้อมที่จะเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขได้ ศิลปะในการเดินกลางแดด แท้ที่จริงก็เป็นสิ่งเดียวกับศิลปะในการดำเนินชีวิตนั้นเอง หากรู้จักรักษาใจให้เป็นสุขได้ท่ามกลางแดดแผดเผา ก็ไม่ยากที่จะรักษาใจไม่ให้ทุกข์ท่ามกลางความผันแปรของชีวิตและโลกรอบตัว

แดดบ่ายนี้ร้อนแรงยิ่งนัก ขับเน้นทางลูกรังให้แดงเข้มยิ่งกว่าเดิม ฝุ่นตลบฟุ้งรบกวนคนที่เดินข้างหลัง มีเสียงบ่นพึมพำดังขึ้นมา แต่ขณะที่เดินผ่านลานหินกว้างทางขวามือ เกือบทั้งขบวนก็สังเกตเห็นประทัดจีนต้นน้อย ๆ เรี่ยอยู่ตามพื้น แต่ละต้นล้วนแบบบาง แต่ที่เด่นสะดุดตาก็คือดอกไม้สีแดงสดใสหลายสิบดอก แม้แดดจะร้อน แต่ดอกไม้กลีบบางไม่สะทกสะท้าน กลับชูช่อรับแดดอย่างเบิกบาน ดอกไม้หากลัวแสงอาทิตย์ไม่ กลับเป็นสุขท่ามกลางแดดอันแรงกล้า หลายคนเกิดกำลังใจขึ้นมาทันที เดินสู้แดดอย่างไม่ครั่นคร้าม เพราะมั่นใจว่าถึงกายจะทุกข์เพียงใดใจก็ยังเป็นสุขได้

และแล้วดอกประทัดจีนก็บานสะพรั่งในใจของหลายคน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved